มารดาที่อยู่ในระหว่างการตั้งท้องและการคลอดลูก มีอัตราการเสียชีวิตสูงสุดในอเมริกา

เรื่องนี้กลายเป็นที่ค่อนข้างน่าตกใจเมื่อองค์การอนามัยโลก (World Health Organization หรือ WHO) ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า ประเทศอเมริกาเป็นประเทศที่มีอัตราการตายของมารดาในระหว่างการตั้งครรถภ์และ การคลอดลูกสูงที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่พัฒนาแล้ว องค์การอนามัยโลกยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา คือตั้งแต่ปี 2543 ถึงปี 2553 ประเทศอื่นๆ มีอัตราการตายของมารดาในระหว่างการตั้งครรภ์และให้กำเนิดบุตรลดลงอย่างเห็น ได้ชัดเจน แต่ประเทศอเมริกากลับมีอัตราการตายของมารดาที่เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าคือ ในจำนวนเด็กที่เกิดมาหนึ่งแสนคน จะมีมารดาที่เสียชีวิตระหว่างการตั้งครรภ์และให้กำเนิดบุตรถึง 21 คน

black maternal

ถึงแม้ว่าประเทศอเมริกาจะมีอัตราการตายของมารดาในระหว่างที่ตั้งครรภ์ และให้กำเนิดบุตรสูงแล้ว ยังมีเรื่องที่น่าตกใจกว่าคือ ผู้หญิงผิวดำในอเมริกาหรือผู้หญิงที่มีสัญชาติแอฟริกันอเมริกันนั้นจะมี อัตราการตายของมารดามากกว่าผู้หญิงผิวขาวหรือผู้หญิงสัญชาติอเมริกันสามถึง สี่เท่า ซึ่งอัตราการตายที่มากขนาดนี้ไม่ได้มีการลดลงเลยตั้งแต่ปี 2483 ซึ่งอัตราการตายเหล่านี้ถือเป็นการตายที่สามารถหลีกเลี่ยงได้หากมารดาที่ อยู่ในระหว่างการตั้งครรภ์หรือคลอดบุตรได้รับการรักษาที่ถูกวิธี

สถานการณ์การตายของมารดาผิวดำนี้ยิ่งแย่ลงไปอีกตามรัฐและเมืองใหญ่ๆ ในประเทศอเมริกา เพราะตามรัฐและเมืองใหญ่ๆ นั้น อัตราการเสียชีวิตของมารดาที่เป็นคนผิวดำนั้นจะยิ่งสูงมากขึ้นไปอีก

ยกตัวอย่างเช่น อย่างที่รัฐเทกซัส อัตราการเสียชีวิตของมารดาระหว่างที่ตั้งครรภ์และคลอดบุตรเพิ่มขึ้นเป็น 4 เท่าในช่วงเวลา 15 ปีที่ผ่านมา เมื่อปี 2539 ในจำนวนเด็ก 100,000 คน จะมีมารดาเสียชีวิต 6 คน ในขณะที่ในปี 2553 ในจำนวนเด็กที่เท่ากันมีมารดาที่เสียชีวิตถึง 25 คนด้วยกัน

หรืออย่างที่นครนิวยอร์ก ที่มีคนแอฟริกันอเมริกันอาศัยอยู่มาก ผู้หญิงตั้งครรภ์ที่เป็นคนผิวดำจะมีอัตราการเสียชีวิตในระหว่างตั้งครรภ์และ คลอดบุตรมากกว่าผู้หญิงผิวขาวชาวอเมริกันถึง 9% ด้วยกัน ฟังแล้ว 9% อาจดูว่าไม่มาก แต่ในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างประเทศอเมริกานั้น การที่มีอัตราการตายของมารดาที่อยู่ในระหว่างการตั้งครรภ์และการคลอดบุตรถึง 9% นั้น ถือว่ามีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

สาเหตุที่ทำให้ผู้หญิงผิวดำมีอัตราการเสียชีวิตของมารดาในระหว่างการ ตั้งครรภ์และการคลอดบุตรสูงมากกว่าคนขาวน่าจะเป็นพราะว่าพวกเธอมีสุขภาพที่ แย่กว่าในระหว่างการตั้งครรภ์ นอกจากนี้ โรงพยาบาลยังได้รายงานว่าน้ำหนักของเด็กทารกที่เกิดจากผู้หญิงผิวดำจะมี น้ำหนักที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับเด็กทารกที่เกิดจากผู้หญิงผิวขาว ดังนั้นเรื่องนี้จึงน่าจะยืนยันได้ว่า ผู้หญิงผิวดำมีสุขภาพที่แย่กว่าผู้หญิงผิวขาวในระหว่างการตั้งครรภ์

สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ผู้หญิงตั้งครรภ์ผิวดำชาวแอฟริกันอเมริกันมีอัตราการเสียชีวิตที่ สูงกว่าผู้หญิงผิวขาวชาวอเมริกันทั่วไปคือ ระบบการดูแลสุขภาพของประเทศอเมริกานั้นล้มเหลว โดยเฉพาะการตรวจรักษาและให้ความรู้กับผู้หญิงตั้งครรภ์ที่เป็นชาวแอฟริกัน อเมริกัน อย่างเช่นเรื่องของการดูแลตัวเองในระหว่างที่ตั้งครรภ์ หรือหลังจากที่คลอดบุตรแล้วควรจะให้บุตรได้กินนมจากอกแม่ เรื่องความรู้ต่างๆ เหล่านี้ผู้หญิงแอฟริกันอเมริกันมักจะไม่ได้รับข้อมูลจากโรงพยาบาลต่างๆ เท่าที่ควร เพราะที่ประเทศอเมริกายังคงมีการเหยียดสีผิวกันอยู่ ทำให้โรงพยาบาลสำหรับเด็กหรือศูนย์ให้คำปรึกษาสำหรับผู้หญิงที่ตั้งครรภ์และ วิธีการเลี้ยงดูลูกนั้นมักจะตั้งอยู่ในเขตที่คนอเมริกันผิ วขาวอยู่อาศัยกันมากกว่า และนี่เองกลายเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้หญิงตั้งครรภ์ชาวแอฟริกันอเมริกัน ไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับการตั้งครรภ์และวิธีการเลี้ยงดูบุตร และสาเหตุนี้ก็อาจจะส่งผลให้ผู้หญิงตั้งครรภ์ชาวแอฟริกันอเมริกันมีอัตราการ ตายสูงในระหว่างการตั้งครรภ์หรือคลอดบุตรเมื่อเทียบกับผู้หญิงตั้งครรภ์ผิว ขาวชาวอเมริกัน

Merck for mother

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนเลยว่า ผู้หญิงผิวดำไม่ได้รับรู้ข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับการดูแลตัวเองและการเลี้ยง ดูบุตรหลังจากที่คลอดคือ การที่ผู้หญิงแอฟริกันอเมริกันมักจะไม่ค่อยยอมให้ลูกได้ดื่มนมจากอกแม่ หลังจากที่ให้กำเนิดบุตรแล้ว ทำให้เด็กทารกที่เกิดจากแม่ผิวดำมักจะมีสุขภาพที่ไม่ค่อยแข็งแรงเท่าที่ควร ในเวลาต่อมา

ที่แย่ไปกว่านี้คือ ตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา ประเทศอเมริกาได้พยายามปกปิดอัตราการตายของมารดาที่อยู่ระหว่างการตั้งครรภ์ หรือคลอดบุตร ทำให้เราไม่สามารถรับรู้จำนวนการเสียชีวิตที่แท้จริงได้ อัตราการเสียชีวิตที่กล่าวมาข้างต้นล้วนเป็นการคาดคะเนขององค์การอนามัยโลก ซึ่งจำนวนการเสียชีวิตที่แท้จริงของผู้หญิงผิวดำที่อยู่ระหว่างการตั้งครรภ์ และการคลอดบุตรอาจจะมีจำนวนที่สูงกว่านี้ก็เป็นได้

ตั้งแต่ปี 2550 ประเทศอเมริกาตัดสินใจให้โรงพยาบาลต่างๆ หยุดรายงานข้อมูลเกี่ยวกับอัตราการตายของมารดาที่อยู่ระหว่างการตั้งครรภ์ และให้กำเนิดบุตร ทำให้ศูนย์ Atlanta-based Centers for Disease Control and Prevention เองก็ต้องหยุดที่จะเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับอัตราการตายของมารดา ระหว่างการตั้งครรภ์และให้กำเนิดบุตรทั้งบนหน้าเว็บไซต์และการตีพิมพ์เป็น รูปเล่ม เพราะไม่ได้รับรายงานอัตราการเสียชีวิตของมารดาจากโรงพยาบาล

เรื่องอัตราการตายของมารดาระหว่างที่ตั้งครรภ์และให้กำเนิดบุตรนี้ ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศอเมริกาเลยก็ว่าได้ เพราะประเทศอเมริกาเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว และมีอุปกรณ์การแพทย์และยารักษาโรคที่ทันสมัย จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าแปลกใจว่า ทำไมประเทศอเมริกาจึงมีอัตราการเสียชีวิตของมารดาในระหว่างการตั้งครรภ์และ ให้กำเนิดบุตรที่สูงมาก และยิ่งน่าแปลกใจมากยิ่งขึ้นที่เรื่องนี้กลับไม่ได้รับความสนใจจากรัฐบาลและ ผู้คนอเมริกันมากเท่าที่ควร

ยกตัวอย่างเช่น จะมีคนอเมริกันสักกี่คนกันที่รู้เกี่ยวกับโครงการของรัฐบาลที่จัดให้ผู้ เชี่ยวชาญมานั่งคุยและปรึกษากันว่าอะไรเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการลดอัตรา การตายของมารดาระหว่างการตั้งครรภ์และการคลอดบุตรในประเทศอเมริกา และถ้าหากได้ลองเข้าไปค้นเรื่องนี้จากอินเทอร์เน็ตก็จะสามารถหาเรื่องนี้เจอ ได้ แต่บนหน้าเว็บไซต์กลับบอกว่า เรื่องนี้ยังไม่มีการกำหนดวันประชุมวางแผนที่แน่นอน

จากตัวอย่างนี้ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ทั้งประชาชนเองและรัฐบาลไม่ได้ให้ความสนใจในการลดอัตราการเสียชีวิตของมารดา เลย ทั้งๆ ที่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นในอเมริกา

นอกจากนี้บริษัท Merck for Mothers ซึ่งเป็นบริษัทที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของคนทั่วโลก และยังสนับสนุนและส่งเสริมให้มีการวิจัยต่างๆ ที่จะช่วยให้สุขภาพของผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ดีขึ้น และยังมีสาขาในประเทศอื่นๆ มากกว่า 20 ประเทศทั่วโลก ได้ให้ความสำคัญกับอัตราการเสียชีวิตของมารดาระหว่างการคลอดบุตรที่มีอัตรา สูงมากในอเมริกาและได้พยายามหาทางแก้ไขปัญหานี้

แพทย์หญิง Priya Agrawal ซึ่งเป็นผู้อำนวยการบริหารของบริษัท Merck for Mothers ได้ออกมาพูดถึงเรื่องอัตราการตายของมารดาที่สูงมากในอเมริกาว่า เรื่องนี้ถือว่าเป็นโศกนาฏกรรมที่รับไม่ได้ของคนอเมริกัน และเธอยังเชื่อว่า สาเหตุที่ประเทศอเมริกามีอัตราการตายของมารดาสูงก็เพราะระบบสุขภาพหรือ มาตรฐานในการรักษาโรคของประเทศอเมริกานั้นไม่มีความเป็นมืออาชีพและไม่มี มาตรฐานที่แน่นอนในการรักษาคนไข้ โดยเฉพาะวิธีการรักษาคนไข้ฉุกเฉินที่ต้องเข้ามารักษาในโรงพยาบาลอย่างเร่ง ด่วน โดยเพราะการคลอดบุตร ทำให้ในหลายๆ ครั้งผู้เป็นมารดาจึงต้องเสียชีวิตลงในระหว่างคลอดบุตร

แพทย์หญิง Priya ยังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ในประเทศอเมริกานั้น โรงพยาบาลเกือบทุกโรงพยาบาลมีมาตรฐานและวิธีการรักษาที่ใกล้เคียงกัน ถ้าหากโรงพยาบาลใดโรงพยาบาลหนึ่งขาดมาตรฐานและวีธีการรักษาคนไข้ฉุกเฉินที่ ต้องการคลอดบุตรอย่างถูกวิธี ก็หมายความว่าโรงพยาบาลอื่นๆ ในอเมริกาก็จะขาดวิธีการรักษาคนไข้ฉุกเฉินที่ถูกวิธีด้วยเช่นกัน ดังนั้นเมื่อมีโรงพยาบาลหนึ่งที่มีมารดาเสียชีวิตลงในระหว่างการคลอดบุตรแบบ ฉุกเฉิน จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าในโรงพยาบาลอื่นๆ ก็จะมีมารดาที่เสียชีวิตในระหว่างการคลอดบุตรแบบฉุกเฉินด้วยเช่นกัน

improve maternal health

ด้วยสาเหตุนี้เองที่มีส่วนทำให้การตายของมารดาระหว่างการตั้งครรภ์และ คลอดบุตรสูงในอเมริกามีอัตราสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่มีการปรับปรุงแก้ไขวิธีการรักษาคนไข้ฉุกเฉินให้ถูกวิธีมากขึ้น

จากปัญหานี้ แพทย์หญิง Priya ได้ออกมาเสนอทางแก้ไขว่า ทุกครั้งที่มีการเสียชีวิตของมารดาระหว่างการตั้งครรภ์และให้กำเนิดบุตร ควรจะมีการทำการศึกษากรณีเหล่านี้ไว้ ว่าสาเหตุใดที่ทำให้มารดาเสียชีวิตระหว่างการตั้งครรภ์และการคลอดบุตร และเมื่อสามารถหาสาเหตุได้แล้ว ก็ควรจะมีการนำข้อมูลเหล่านี้ไปเผยแพร่ เพื่อให้โรงพยาบาลต่างๆ ได้รับทราบข้อมูลนี้ และเผื่อว่ามีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกโรงพยาบาลอื่นๆ ก็จะสามารถแก้ไขและช่วยชีวิตของคนเป็นมารดาได้ในระหว่างที่พวกเธอกำลังตั้ง ครรภ์หรือคลอดบุตร เพราะที่ประเทศอเมริกานั้นสาเหตุหลักๆ ของการเสียชีวิตของมารดาก็เป็นเพราะต้องทำการคลอดฉุกเฉิน และถ้ามีการเผยแพร่ข้อมูลในการรักษาอย่างถูกวิธีก็น่าจะช่วยลดอัตราการเสีย ชีวิตของมารดาในระหว่างการคลอดบุตรลงได้

นอกจากที่แพทย์หญิง Priya ได้ออกมาให้คำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องการลดอัตราการเสีย ชีวิตของมารดาในระหว่างการตั้งครรภ์และการคลอดบุตรแล้ว ทาง Merck for Mothers ยังได้บริจาคเงินถึง 6 ล้านเหรียญสหรัฐให้กับ 8 องค์กรในสหรัฐอเมริกาที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการลดอัตราการเสียชีวิตของ มารดาในระหว่างการตั้งครรภ์และการคลอดบุตร เพื่อต้องการให้มารดามีอายุที่ยืนยาวและอยู่ฉลองวันเกิดขวบปีแรกของลูก นอกจากนี้ Merck for Mothers ยังบริจาคเงินอีก 150,000 เหรียญสหรัฐให้กับ 4 องค์กรที่ให้การดูแลผู้หญิงที่ตั้งครรภ์และคุณแม่มือใหม่โดยตรง เพื่อให้ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์มีสุขภาพที่ดีขึ้น

การเสียชีวิตของมารดาในระหว่างการตั้งครรภ์และคลอดบุตรที่มีอัตราสูง นี้ เป็นเรื่องสำคัญมากนี้ เพราะเรื่องนี้เป็นหนึ่งในจุดมุ่งหมายของเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (Millennium Development Goals หรือ MDGs) ที่จะต้องทำให้สำเร็จในปี 2558 คือการมีสุขภาพที่ดีขึ้นของผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ และเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษนี้เป็นเป้าหมายที่ 189 ประเทศสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ (United Nation หรือ UN) ได้ตกลงร่วมกันที่จะพยายามให้บรรลุจุดมุ่งหมายนี้ และประเทศอเมริกาก็เป็นหนึ่งในนั้น ดังนั้นประเทศอเมริกาจึงควรที่จะพยายามลดอัตราการตายของผู้หญิงในระหว่างที่ ตั้งครรภ์และคลอดบุตร รวมไปถึงพยายามให้ความรู้เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ให้กับผู้หญิงแอฟริกัน อเมริกันให้มากขึ้น เพื่อให้พวกเธอมีสุขภาพแข็งแรงและลดอัตราการเสียชีวิตลงในที่สุด

ติดตามเรื่องของสิทธิสตรีจากทั่วทุกมุมโลก ที่ www.gotomanager.com

https://i2.wp.com/gotomanager.com/sites/default/files/GOTOMGRLOGO_1.png

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

About the author

Sasiphattra Siriwato

Sasiphattra Siriwato (JuL)

การศึกษา

- ปัจจุบันเป็นอาจารย์พิเศษประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ International Pacific College, New Zealand
- กำลังศึกษาปริญญาเอก คณะสตรีศึกษาที่ Massey University, New Zealand
- ประกาศนียบัตรปริญญาโทรัฐศาสตร์ในด้านการทำงานวิจัย Monash University, Australia
- ปริญญาโทรัฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ Macquarie University, Australia
- ปริญญาตรีรัฐศาสตร์และศิลปศาสตร์ เอกภาษาฝรั่งเศส Canterbury University, New Zealand

Education

- Part time lecturer for Department of International Relations at International Pacific College, New Zealand
- PhD candidate on Women’s Studies at Massey University, New Zealand
- Graduated with a Postgraduate Diploma of Arts (Research) in Politics from Monash University, Australia
- Master Degree in Politics and Public Policy from Macquarie University, Australia
- Bachelor Degree in French and Political Science from Canterbury University, New Zealand

%d bloggers like this: