ผู้หญิงมุสลิมในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก

เมื่อเวลาที่เรานึกถึงเรื่องของการเลือกปฎิบัติทางเพศนั้น ผู้หญิงกลุ่มแรกที่เราจะนึกถึงก็คือผู้หญิงมุสลิม เพราะพวกเธอได้รับการเลือกปฎิบัติในสังคมอย่างชัดเจน ในศาสนาอิสลามนั้นถือว่าผู้ชายเป็นใหญ่ในสังคมและผู้หญิงจะเป็นผู้ตามและเชื่อฟังผู้ชายที่เป็นบิดาหรือสามี ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้หญิงมุสลิมจะถูกกีดกันในการได้รับสิทธิต่างๆในสังคมแกเช่นเดียวกันกับผู้ชาย

Olympics: Opening Ceremony

ยกตัวอย่างเช่นผู้หญิงมุสลิมไม่สามารถขับรถไปไหนมาไหนเองได้ และถ้าหากพวกเธอจะต้องเดินทางไปที่เมืองอื่นๆหรือรัฐอื่นๆไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือต่างประเทศก็ตาม พวกเธอจะไม่สามารถเดินทางได้ถ้าหากไม่มีจดหมายยินยอมจากสามีหรือบิดาว่าอนุญาตให้ผู้หญิงคนนี้เดินทางได้

หรืออีกกรณีหนึ่งคือ สามีสามารถทำร้ายร่างกายของภรรยาได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพราะกฎหมายในประเทศมุสลิมถือว่าการที่สามีทำร้ายร่างกายภรรยานั้นถือว่าเป็นการอบรมสั่งสอนภรรยาให้อยู่ในโอวาท แม้ว่าเรื่องการทำร้ายร่างกายผู้หญิงจะเป็นเรื่องที่สังคมส่วนใหญ่ต่อต้านและประเทศส่วนใหญ่ก็ออกกฎหมายความรุนแรงในครอบครัวเพื่อลงโทษผู้ชายที่ใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิง แต่ประเทศมุสลิมไม่ได้มองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องแก้ไข และกลับเห็นเป็นเรื่องปกติด้วยซ้ำไปที่สามีจะทำร้ายภรรยา

ดังนั้นองค์กรสิทธิสตรีต่างๆจึงพากันส่งเสริมและสนับสนุนให้ประเทศมุสลิมพิจารณาถึงเรื่องของสิทธิมนุษยชนที่มนุษย์ทุกคนควรจะได้รับสิทธิที่เท่าเทียมกันในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงมุสลิมที่ควรจะได้รับสิทธิที่มากขึ้นในสังคม

หลังจากการเรียกร้องจากองค์กรต่างๆและกลุ่มผู้หญิงมุสลิมในแต่ละประเทศ ทำให้เราเริ่มมองเห็นการเปลี่ยนแปลงในประเทศมุสลิมที่ผู้หญิงเริ่มได้รับสิทธิในสังคมมากขึ้น

เช่นที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย เมื่อก่อนผู้หญิงไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเรียนในระดับอุดมศึกษาได้ แต่ปัจจุบันนี้พวกเธอสามารถเรียนได้ถึงปริญญาเอก ดังนั้นจึงไม่แน่แปลกใจเลยที่ปัจจุบันนี้จำนวนนักศึกษาที่จบปริญญาเอกในแต่ละปีนั้นจะมีจำนวนของนักศึกษาหญิงมากกว่าชาย

และเรื่องของการเล่นกีฬาก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องเช่นกันที่ผู้หญิงมุสลิมเริ่มได้รับสิทธิในเรื่องนี้

ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ลอนดอนเกมส์ 2012 ที่ประเทศอังกฤษ เมื่อสิ้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีประเทศมุสลิมอยู่ 3 ประเทศด้วยกันคือ กาตาร์ บรูไน และซาอุดิอาระเบียที่ได้ตัดสินใจส่งนักกีฬาหญิงเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเป็นครั้งแรก

Saudi Arabia's contingent takes part in the athletes parade during the opening ceremony of the London 2012 Olympic Games at the Olympic Stadium

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า การเล่นกีฬาหรือการออกกำลังกายสำหรับผู้หญิงมุสลิมนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก และมีผู้หญิงเป็นจำนวนน้อยมากที่จะเป็นนักกีฬาได้ เพราะว่าในประเทศมุสลิมนั้นไม่อนุญาตให้ผู้หญิงและผู้ชายทำกิจกรรมใดๆร่วมกันถ้าหากว่าผู้ชายคนนั้นไม่ใช่ญาติพี่น้อง นอกจากนี้วิชาพละศึกษาก็ไม่ได้ถูกกำหนดให้เป็นวิชาบังคับที่ต้องเรียนเหมือนกับประเทศอื่นๆ และเช่นเดียวกัน ถ้าหากว่าผู้หญิงมุสลิมต้องการที่จะออกกำลังกายพวกเธอจะต้องไปที่สปอตคลับหรือสระว่ายน้ำสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ แต่ว่าสถานที่เหล่านี้ก็มีน้อยมากในแต่ละประเทศ จึงทำให้ค่าใช้จ่ายสำหรับการออกกำลังกายค่อนข้างแพงมาก (ประมาณ 96,000 บาท ต่อเดือน) และจะต้องเบียดเสียดกับผู้คนเป็นจำนวนมาก ดังนั้นการที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะได้รับการฝึกฝนจนสามารถเป็นนักกีฬาได้นั้นเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับประเทศมุสลิม

ในการแข่งขันโอลิมปิกในครั้งนี้ทางคณะกรรมการโอลิมปิกประเทศซาอุดิอาระได้ตัดสินใจเมื่อตอนการแข่งขันใกล้จะเริ่มต้นว่า จะส่งนักกีฬาหญิงเข้าร่วมการแข่งขันด้วยถ้าหากว่า ทางคณะกรรมการสามารถหานักกีฬาที่เหมาะสมได้ และในที่สุดซาอุดิอาระเบียก็ได้ตัดสินใจส่งนักกีฬาหญิงสองคนแรกของประเทศซาอุดิอาระเบียคือ นางสาว Wojdan Ali Seraj Abdulrahim Shahrkhani อายุ 16 ปีได้เข้าร่วมแข่งขันยูโดหญิง ประเภท 78 กิโลกรัม และ Sarah Attar อายุ 19 ปีที่จะลงแข่งขันในการวิ่งแข่ง 800 เมตรหญิง

Saudi Arabia's Wojdan Shaherkani shakes hands with Puerto Rico's Melissa Mojica after their women's +78kg elimination round of 32 judo match at the London 2012 Olympic Games

นอกจากเรื่องการหานักกีฬาหญิงที่เป็นเรื่องยากแล้ว เรื่องของหลักการและข้อปฎิบัติของศาสนาอิสลามก็เป็นปัญหาเช่นกัน ตามหลักการของศาสนาอิสลามแล้วนั้น ผู้หญิงไม่สมควรที่จะเล่นกีฬาหรือเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาในที่สาธารณะ เพราะการแข่งขันกีฬาต่อหน้าผู้ชาย หรือแม้กระทั่งคณะกรรมการตัดสินที่เป็นผู้ชายถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมในศาสนาอิสลาม ทำให้การตัดสินใจส่งนักกีฬาหญิงเข้าแข่งขันในครั้งนี้ เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของประเทศซาอุดิอาระเบียเลยก็ว่าได้ เพราะซาอุดิอาระเบียเป็นประเทศที่เคร่งครัดในเรื่องกฎระเบียบของศาสนาอิสลามมากๆ ดังนั้นการยอมให้นักกีฬาหญิงเปิดเผยหน้าตาและมีแค่ผ้าคลุมศีรษะก็เป็นเรื่องที่ยากมากแล้ว และยิ่งยอมให้ผู้หญิงมุสลิมมาเล่นกีฬาในที่สาธารณะชนยิ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ยากมากๆ นี่จึงถือว่าเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของผู้หญิงซาอุดิอาระเบียในการได้รับสิทธิมากขึ้นในสังคม

ก่อนที่การแข่งขันจะเกิดขึ้นก็ยังมีการถกเถียงกันในเรื่องของการแต่งกายที่เหมาะสมของนักกีฬา โดยเฉพาะในกรณีของ Shahrkhani ที่ทางซาอุดิอาระเบียยืนยันว่าจะต้องอนุญาตให้นักกีฬาแต่งตัวถูกหลักตามศาสนาอิสลามคือ มีการใช้ผ้าคลุมผมในระหว่างการแข่งขัน แต่จะไม่มีการปกปิดใบหน้า แต่ทางคณะกรรมการกีฬาโอลิมปิกเห็นว่า การใช้ผ้าคลุมผมในระหว่างการแข่งขันนั้นอาจจะทำให้เกิดอันตรายได้ ทำให้ทางซาอุดิอาระเบียไม่พอใจกับเรื่องนี้ และประกาศว่าถ้าหากไม่ให้มีการคลุมผมก็จะไม่ส่งนักกีฬาลงแข่งขันเช่นกัน จนกระทั่งท้ายที่สุดทางสหพันธ์ยูโดนานาชาติได้อนุญาติให้ Shahrkhani ใช้ผ้าคลุมศีรษะในระหว่างที่ทำการแข่งขันได้

และถึงแม้ว่า ทั้ง Shahrkhani และ Attar จะพ่ายแพ้ในการแข่งขันในครั้งนี้ แต่พวกเธอก็เป็นแชมเปี้ยนในใจของผู้หญิงซาอุดิอาระเบีย เพราะว่า ทั้งสองคนได้แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญที่เธอกล้าที่จะตัดสินใจเข้าร่วมการแข่งขัน และพวกเธอจะกลายเป็นแรงผลักดันที่สำคัญให้กับผู้หญิงซาอุดิอาระเบียในเรื่องของการออกกำลังกาย

London Olympics Athletics Women

ด้วยเหตุผลนี้หลายๆคนจึงเชื่อว่า จากการที่มีผู้หญิงเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในครั้งนี้ จะทำให้รัฐบาลซาอุดิอาระเบียให้ความสำคัญกับการสร้างสถานที่ออกกำลังกาย และโรงยิมสำหรับผู้หญิงหรือในโรงเรียนหญิงล้วน เพื่อส่งเสริมให้ผู้หญิงหันมาเล่นกีฬากันมากขึ้น

Shahrkhani และ Attar ไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวอย่าง ความภูมิใจ และแรงผลักดันที่ดีสำหรับผู้หญิงซาอุดิอาระเบียเท่านั้น แต่เธอยังจะเป็นแรงผลักดันให้ผู้หญิงในประเทศมุสลิมอื่นๆหันมาให้ความสนใจกับการออกกำลังกาย และอาจจะทำให้ประเทศอาหรับประเทศอื่นๆเริ่มหันมาให้โอกาสกับผู้หญิงมุสลิมในการเล่นกีฬา

อย่างไรก็ตามก็ยังมีกลุ่มคนบางกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มพวกอนุรักษ์นิยมที่ออกมาแสดงถึงความไม่พอใจที่ Shahrkhani และ Attar ตัดสินใจเข้าร่วมการแข่งขันและทำการแข่งขันในที่สาธารณะชน ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ทำให้คนมุสลิมรู้สึกอับอายขายหน้าเป็นอย่างมาก เพราะว่า Shahrkhani และ Attar ไม่ได้เป็นตัวแทนเพื่อที่จะแสดงให้เห็นถึงความดีงามของผู้หญิงมุสลิม แต่ในทางตรงกันข้ามเธอกลับสร้างความอัปยศอดสูให้กับคนมุสลิมด้วยการไม่ปฎิบัติตามหลักศาสนาอิสลามที่ไม่ให้ผู้หญิงเล่นกีฬาในที่สาธารณะ

ถึงแม้ว่าจะมีเสียงคัดค้านมาจากคนบางกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการส่งนักกีฬาหญิงเข้าร่วมในการแข่งขัน แต่นี่ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ประเทศมุสลิมประเทศอื่นๆจะได้เห็นว่าการแต่งกายถูกต้องตามหลักศาสนามุสลิมนั้นไม่ได้เป็นปัญหาต่อการเล่นกีฬาแต่อย่างไร ดังนั้นผู้หญิงมุสลิมก็สามารถเล่นกีฬาได้เหมือนกับผู้หญิงทั่วไป

ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือตอนที่ Attar ได้แต่งตัวด้วยเสื้อแขนยาวกางเกงขายาวและมีผ้าคลุมศีรษะไว้แล้วทำการแข่งขันวิ่ง 800 เมตร Attar ได้ทำให้เห็นว่าการแต่งตัวของเธอไม่ได้มีผลต่อการแข่งขัน

จากความกล้าของผู้หญิงสองคนนี้น่าจะแสดงให้เห็นว่าผู้หญิงก็มีความสามารถเช่นเดียวกันกับผู้ชายในการเล่นกีฬาถ้าหากพวกเธอได้รับการฝึกฝนที่ถูกต้อง และพวกเธอก็ควรที่จะได้รับสิทธิเช่นเดียวกันกับผู้ชายในการเป็นตัวแทนประเทศเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาต่าง และจากความกล้าของ Shahrkhani และ Attar ในครั้งนี้ประเทศมุสลิมหลายๆประเทศก็น่าจะหันมาให้ความสนใจในการส่งเสริมให้มีสปอตคลับสำหรับผู้หญิงมากขึ้น และส่งเสริมให้ผู้หญิงหันมาเล่นกีฬากันมากขึ้น

ไม่แน่ว่าในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในครั้งหน้าเราอาจจะได้เห็นนักกีฬาหญิงจากประเทศมุสลิมเข้าร่วมการแข่งขันมากขึ้น

ติดตามเรื่องของสิทธิสตรีจากทั่วทุกมุมโลก ที่ www.gotomanager.com

https://i2.wp.com/gotomanager.com/sites/default/files/GOTOMGRLOGO_1.png

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

About the author

Sasiphattra Siriwato

Sasiphattra Siriwato (JuL)

การศึกษา

- ปัจจุบันเป็นอาจารย์พิเศษประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ International Pacific College, New Zealand
- กำลังศึกษาปริญญาเอก คณะสตรีศึกษาที่ Massey University, New Zealand
- ประกาศนียบัตรปริญญาโทรัฐศาสตร์ในด้านการทำงานวิจัย Monash University, Australia
- ปริญญาโทรัฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ Macquarie University, Australia
- ปริญญาตรีรัฐศาสตร์และศิลปศาสตร์ เอกภาษาฝรั่งเศส Canterbury University, New Zealand

Education

- Part time lecturer for Department of International Relations at International Pacific College, New Zealand
- PhD candidate on Women’s Studies at Massey University, New Zealand
- Graduated with a Postgraduate Diploma of Arts (Research) in Politics from Monash University, Australia
- Master Degree in Politics and Public Policy from Macquarie University, Australia
- Bachelor Degree in French and Political Science from Canterbury University, New Zealand

%d bloggers like this: