ความอดอยากจะหมดไปเมื่อคนในสังคมมีความเท่าเทียมกัน

ปัญหาเรื่องความขาดแคลนอาหารและความอดอยากของผู้คนทั่วโลกถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations หรือที่เรียกกันย่อๆว่า FAO) ได้เปิดเผยว่า จากสถิติของปี 2553 มีคนถึง 925 ล้านคนที่ขาดสารอาหาร และไม่มีอาหารเพียงพอต่อการรับประทาน และในจำนวนนี้มีคนอยู่ 906 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในประเทศกำลังพัฒนาและมีภาคเกษตกรรมเป็นภาคเศรษฐกิจหลัก อย่างเช่นประเทศไทย มาเลเซีย ชิลี เม็กซิโก และเวียดนาม เป็นต้น เรื่องความอดอยากจึงเป็นเรื่องที่ทุกประเทศให้ความสำคัญและช่วยกันหาวิธีแก้ไข

ปัญหานี้ฟังดูแล้วเหมือนจะเป็นเรื่องที่แก้ไขได้ยาก แต่อันที่จริงแล้วปัญหานี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการส่งเสริมให้เกษตรกรหญิงและชายมีสิทธิที่เท่าเทียมกัน ก็จะทำให้ปัญหาเรื่องความอดอยากลดลงได้

ปัจจุบันนี้โดยเฉลี่ยแล้วมีแรงงานผู้หญิงที่ทำงานในภาคเกษตรกรรมประมาณ 43% ทั่วโลกโดยเฉพาะในประเทศที่กำลังพัฒนา เช่นในในลาตินอเมริกามีแรงงานผู้หญิงในภาคเกษตรกรรม 20% และมีแรงงานผู้หญิงถึง 50 % ด้วยกันในภูมิภาคเอเซียตะวันออก เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และแอฟริกา เรียกได้ว่าแรงงานหญิงเป็นแรงงานหลักในภาคเกษตรกรรมเลยก็ว่าได้ ดังนั้นถ้าผู้หญิงได้รับสิทธิเท่าเทียมกับผู้ชายก็เป็นไปได้ว่าอาจจะช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรให้เพิ่มมากขึ้นได้

เมื่อเร็วๆนี้ FAO ได้เปิดเผยว่า ถ้าผู้หญิงที่อาศัยอยู่ในชนบทซึ่งส่วนใหญ่มีอาชีพเป็นเกษตรกรได้รับสิทธิต่างๆเหมือนกับผู้ชาย เช่นการเป็นเจ้าของที่ดิน การใช้เทคโนโลยี การได้รับบริการทางการเงิน การตลาด และได้รับการศึกษา สามารถเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรได้เป็นจำนวนมาก และยังช่วยลดจำนวนผู้ที่อดอยากไปทั่วโลกได้เป็นอย่างน้อย 150 ล้านคน

เนื่องจากว่า FAO เชื่อว่าความไม่เท่าเทียมกันในสังคมจะส่งผลกระทบต่อผลผลิตในภาคเกษตรกรรม จึงได้ทำการศึกษาเรื่องความไม่เท่าเทียมกันในสังคมระหว่างผู้ชายและผู้หญิงจะส่งผลกระทบถึงการพัฒนาทางด้านการเกษตรและความมั่นคงทางด้านอาหาร (agriculture development and food security) หรือไม่

จากการศึกษาในครั้งนี้ FAO พบว่า  การได้รับสิทธิไม่เท่าเทียมกันระหว่างผู้ชายและผู้หญิงถือว่าเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ช้าและขัดขวางความเจริญก้าวหน้าในทางเกษตรกรรม เพราะว่าผู้หญิงนั้นเป็นแรงงานหลักของภาคเกษตรกรรม และเมื่อไม่ได้รับสิทธิที่เท่าเทียมกันก็ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรที่ได้รับจากพื้นที่ที่ผู้หญิงเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบนั้นจะมีผลผลิตต่ำกว่าพื้นที่ที่มีผู้ชายเป็นผู้ดูแล

สาเหตุหลักๆที่ทำให้เกษตกรหญิงมีผลผลิตน้อยกว่าไม่ใช่เพราะว่าเกษตกรหญิงทำงานได้แย่กว่าเกษตกรชาย แต่เป็นเพราะว่าผู้หญิงไม่ได้รับสิทธิเท่าเทียมกันในการขอกู้ยืมเงินมาลงทุนจากธนาคาร การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย การใช้ปุ๋ย และการได้รับโอกาสในการศึกษาเพิ่มเติมหรือได้รับความรู้เพิ่ม

เช่นที่สาธารณรัฐแคเมอรูน (Republic of Cameroon) มีผู้หญิงน้อยกว่า 10 % ที่เป็นเจ้าของที่ดินทำการเกษตร ทั้งๆที่เกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศนี้คือ ผู้หญิง สาเหตุเพราะว่า ทางรัฐบาลให้ผู้หญิงเป็นเจ้าของที่ดินแค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น และให้ผู้ชายเป็นเจ้าของที่ดินส่วนใหญ่

หรืออย่างที่สาธารณรัฐกานา (Republic of Ghana) เกษตรกรหญิงมีปัญหาในเรื่องขาดความรู้ทางเทคโนโลยี เพราะวิธีการเพาะปลูกและทำงานส่วนใหญ่เกษตรกรหญิงยังใช้มือทำมากกว่าใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย เรียกได้ว่าเริ่มตั้งแต่หว่านเมล็ดจนกระทั่งเก็บเกี่ยวเกษตรกรหญิงล้วนแต่ใช้มือในการทำงานโดยที่ไม่มีการใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย ดังนั้นถ้าหากเกษตรกรหญิงมีโอกาสได้เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีเหมือนกับผู้ชายเช่นการขับรถแทร็กเตอร์ ก็จะสามารถช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรได้

นอกจากนี้ทางองค์กร International Center for Research on Women (ICRW) ยังได้ออกมายืนยันว่า ข้อมูลที่ FAO กล่าวนั้นเป็นเรื่องจริง เพราะทางองค์กรเองก็ได้ทำการศึกษาและได้คำตอบเหมือนกัน คือ ถ้าหากเกษตรกรหญิงได้รับสิทธิเท่าเทียมกับเกษตรกรชายไม่ว่าจะเป็นการเป็นเจ้าของที่ดิน การได้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพมากกว่าเดิม การใช้ปุ๋ยและเทคโนโลยีเข้าช่วย รวมไปถึงการขอกู้ยืมเงินจากธนาคารมาลงทุน ก็จะทำให้ผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มขึ้นได้

เช่นที่ประเทศเคนยา เกษตรกรหญิงที่มีระดับการศึกษาเท่ากับเกษตรกรชาย มีโอกาสได้เรียนรู้เทคโนโลยีเช่นเดียวกับผู้ชาย และมีประสบการณ์ในการทำงานและใช้อุปกรณ์ต่างๆได้อย่างคล่องแคล่วก็จะสามารถเพิ่มผลผลิตได้ถึง 22%

ดังนั้นถ้าหากว่าผู้หญิงสามารถได้รับสิทธิเท่าเทียมกับผู้ชายในสังคม FAO และ ICRW ก็เชื่อว่าผลผลิตทางการเกษตรของเกษตรกรหญิงก็จะเพิ่มขึ้นประมาณ 20-30 %  ทำให้มีผลผลิตทางการเกษตรเพียงพอต่อความต้องการของประชากรทั่วโลก และปัญหาเรื่องของความอดอยากก็จะลดลง อย่างเห็นได้ชัด

เรื่องความเสมอภาคในภาคเกตรกรรมระหว่างชายหญิงจึงเป็นเรื่องที่ทั้งสององค์กรให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ทาง FAO จึงได้จัดตั้งหน่วยงาน Gender, Equity and Rural Employment ขึ้นมาในปี 2550 โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือส่งเสริมความเท่าเทียมกันในสังคมในช่วงระยะเวลา 10 ปีนี้ โดยจะเริ่มตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา

นอกจากนี้ FAO ยังได้ออกมาเรียกร้องให้แต่ละประเทศมีนโยบายสนับสนุนความเท่าเทียมกันในสังคมระหว่างผู้ชายและผู้หญิง โดยเฉพาะผู้หญิงที่อยู่อาศัยและทำงานในต่างจังหวัด FAO ต้องการให้รัฐบาลในแต่ละประเทศลดความไม่เท่าเทียมกันด้วยการใช้กฎหมายเป็นตัวบังคับให้ผู้หญิงได้รับสิทธิเหมือนกับผู้ชายในสังคม เพราะในหลายๆประเทศนั้น ผู้หญิงยังไม่ได้รับสิทธิในการซื้อ ขาย หรือรับมรดกที่ดิน ไม่สามารถเปิดบัญชีธนาคาร ขอกู้ยืมเงิน หรือแม้กระทั่งทำสัญญาซื้อขายผลผลิตทางการเกษตร ในขณะเดียวกันบางประเทศได้ผ่านกฎหมายเหล่านี้แล้วแต่ว่าผู้หญิงที่อาศัยอยู่ในชนบทไม่ได้รับรู้ถึงสิทธิเหล่านี้ ทำให้เกษตรกรหญิงส่วนใหญ่ขาดโอกาสที่จะได้ใช้สิทธิเหล่านี้ในการพัฒนาการเกษตรและเพิ่มผลผลิตให้กับพื้นที่ของตนเอง

ในช่วงระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา FAO ได้สนับสนุน 30 ประเทศให้ผ่านนโยบายที่ให้สิทธิและเสรีภาพผู้ชายและผู้หญิงเท่าเทียมกันในสังคม เช่นสาธารณรัฐบอตสวานา (Republic of Botswana)  และสาธารณรัฐนามิเบีย (Republic of Namibia) ได้นำนโยบายของ FAO มาใช้ด้วยการลดการเลือกปฎิบัติต่อสตรีในการเข้าถึงทรัพยากรการผลิต ซึ่งรวมไปถึงการเป็นเจ้าของที่ดิน การได้รับบริการจากธนาคาร และการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ หรืออย่างที่ประเทศชิลี FAOได้ส่งตัวแทนขององค์กรเข้าไปให้คำแนะนำกับรัฐบาลชิลีในการออกนโยบายทางการเกษตรที่จะทำให้ผู้หญิงและผู้ชายมีโอกาสที่เท่าเทียม เช่นการผ่านนโยบายให้เกษตรกรหญิงและชายมีโอกาสที่เท่ากันในการได้รับความรู้เพิ่มเติมในการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร หรืออย่างที่ประเทศจีน FAO ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปให้คำแนะนำในการใช้ข้อมูลทางสถิติเกี่ยวกับเรื่องเพศในการวางแผนนโยบายต่างๆในประเทศจีน

FAO ยังได้วางแผนไว้ว่าในอีก 8 ปีข้างหน้านี้ FAO จะสนับสนุนนโยบายและโปรแกรมต่างๆที่เกี่ยวกับการส่งเสริมสิทธิที่เท่าเทียมกันระหว่างผู้ชายและผู้หญิง โดยจะชี้ให้ประเทศสมาชิกในองค์การสหประชาชาติได้เห็นถึงผลกระทบที่มีในแต่ละประเทศและในโลกถึงการที่ผู้ชายและผู้หญิงไม่ได้รับสิทธิที่เท่าเทียมกันในสังคม และสำหรับประเทศที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหานี้แล้ว FAO ก็จะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปให้คำแนะนำในด้านต่างๆ ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละประเทศเหมือนกับที่ทำมาในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ FAO ยังได้วางแผนที่จะขยายการให้ความสนับสนุน ด้วยการฝึกอบรมและให้ความรู้เกี่ยวกับความเสมอภาคทางเพศในสังคมให้กับพนักงานของ FAO ให้มีความเข้าใจถึงปัญหานี้มากขึ้น และจะยังทำการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของเพศเพื่อวิเคราะห์ว่า การใช้สถิติทางเพศคู่ไปกับการออกนโยบายนั้นมีผลดีเช่นไร และช่วยลดปัญหาเรื่องความไม่เท่าเทียมกันในสังคมได้มากน้อยเพียงใด

และเมื่อวันสตรีสากลที่ผ่านมา นาย Jacques Diouf ประธาน FAO ยังได้กล่าวย้ำถึงปัญหาเรื่องนี้ว่า การสิ้นสุดการเลือกปฎิบัติต่อผู้หญิงในภาคเกษตรกรรมนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมากในการที่จะลดปัญหาเรื่องความหิวโหยทั่วโลก Jacques ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “Gender equality is not just a lofty ideal, it is also crucial for agricultural development and food security” ซึ่งหมายความว่า ความเท่าเทียมกันในสังคมระหว่างผู้ชายและผู้หญิงนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่อุดมคติ แต่เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการพัฒนาทางด้านการเกตรและความมั่นคงทางด้านอาหาร

ถ้าหากว่าการเลือกปฎิบัติต่อผู้หญิงในสังคมสามารถยุติลงได้จริงๆ นอกจากเราจะมีผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มขึ้นแล้ว เรายังสามารถช่วยเพิ่มรายได้ให้กับผู้หญิงที่อาศัยอยู่ในชนบท และทำให้พวกเธอมีอาหารการกินที่ดีขึ้น มีสุขภาพที่สมบูรณ์ และยังได้รับการศึกษาที่สูงขึ้นได้อีกด้วย

เรื่องสิทธิที่เท่าเทียมกันทางการเกษตรฟังดูแล้วอาจจะดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น เพราะว่าผู้หญิงที่ทำงานอยู่ในภาคอื่นๆก็ยังไม่ได้รับสิทธิที่เท่าเทียมกับผู้ชาย แต่ถ้าหากว่ารัฐบาลหันกลับมาให้ความสนใจกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะประเทศที่มีภาคเกษตรกรรมเป็นเศรษฐกิจภาคหลักของประเทศ คงจะเป็นเรื่องดีไม่น้อยถ้าการส่งเสริมให้เกษตรกรหญิงและชายมีสิทธิเท่าเทียมกันและมีผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มมากขึ้น นอกจากเกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้นแล้ว เศรษฐกิจของประเทศก็จะดีขึ้นไปด้วย และยังสามารถช่วยลดปัญหาเรื่องของความอดอยากทั่วโลกได้อีกด้วย

ติดตามเรื่องของสิทธิสตรีจากทั่วทุกมุมโลก ที่ www.gotomanager.com

2 Comments (+add yours?)

  1. walee
    Apr 11, 2012 @ 19:17:46

    เป็นบทความที่ดีค่ะ หาอ่านเรื่องแบบนี้ค่อนข้างยาก แต่อยากให้ใส่ paper ที่อ้างอิงด้วยค่ะ พอดีสนใจอยากลงลึกในรายละเอียดในบางเรื่อง

    Reply

    • Sasiphattra Siriwato
      May 07, 2012 @ 03:14:01

      ขอบคุณสำหรับคำแนะนำคะ ครั้งหน้าจะใส่แหล่งข้อมูลลงไปคะ ไม่ทราบว่าสนใจข้อมูลในด้านไหนคะ จะได้บอกให้ได้ว่าจะต้องไปดูที่ไหนคะ

      Reply

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

About the author

Sasiphattra Siriwato

Sasiphattra Siriwato (JuL)

การศึกษา

- ปัจจุบันเป็นอาจารย์พิเศษประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ International Pacific College, New Zealand
- กำลังศึกษาปริญญาเอก คณะสตรีศึกษาที่ Massey University, New Zealand
- ประกาศนียบัตรปริญญาโทรัฐศาสตร์ในด้านการทำงานวิจัย Monash University, Australia
- ปริญญาโทรัฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ Macquarie University, Australia
- ปริญญาตรีรัฐศาสตร์และศิลปศาสตร์ เอกภาษาฝรั่งเศส Canterbury University, New Zealand

Education

- Part time lecturer for Department of International Relations at International Pacific College, New Zealand
- PhD candidate on Women’s Studies at Massey University, New Zealand
- Graduated with a Postgraduate Diploma of Arts (Research) in Politics from Monash University, Australia
- Master Degree in Politics and Public Policy from Macquarie University, Australia
- Bachelor Degree in French and Political Science from Canterbury University, New Zealand

%d bloggers like this: