โรงเรียนในสวีเดน เลิกใช้คำนำหน้าชื่อ เพื่อความเท่าเทียม

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า โรงเรียนอนุบาลเอกาเลียกรุงสต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ซึ่ง เปิดสอนเด็กวัย 1-6 ขวบ มีนโยบายใช้สรรพนามนำหน้าชื่อเด็กให้เหมือนกันทั้งชายหญิง เพื่อเลี่ยงการระบุเพศ หลังจากเรื่องเพศสภาพกลายเป็นสิ่งที่แบ่งแยกบทบาทและความไม่เท่าเทียมกันในสังคม ซึ่งเป็นประเด็นโต้เถียงกันในสวีเดนมาโดยตลอด

โดยคุณครูจะพยายามไม่ให้มีการพูดเพื่อแสดงการแบ่งแยกทางเพศ ไม่เรียกเด็กด้วยคำว่า han (เด็กชาย) และ hon (เด็กหญิง) แต่ให้เด็กทุกคนเปลี่ยนมาใช้สรรพนาม hen ที่บัญญัติขึ้นใหม่แทน และถ้ามีแขกมาเยี่ยมโรงเรียน จะใช้คำว่า hen กับแขกทุกคน เพื่อที่เด็ก ๆ ก็จะได้เห็นว่า คนภายนอกไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงก็จะใช้สรรพนามเดียวกันนั่นเอง

นอกจากนี้ทางโรงเรียนยังมีนโยบายสนับสนุนพัฒนาการของเด็กทั้งชายและหญิงให้เด็กได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ไปพร้อม ๆ กัน  เช่นของเล่นเครื่องครัวของเด็กหญิงจะถูกจัดวางไว้ใกล้ ๆ กับตัวต่อเลโก้ของเด็กชาย ในเรื่องของหนังสืออ่านเล่นจะมีเรื่องเกี่ยวกับคนรักเพศเดียวกัน ลูกบุญธรรม พ่อหรือแม่ที่ต้องเลี้ยงลูกตามลำพัง และเพศที่สาม ให้เด็ก ๆ อ่าน ซึ่งนั่นจะเป็นการปลูกฝังให้เด็กได้เรียนรู้สิ่งที่มีอยู่ในสังคมจริง ๆ มากกว่าชีวิตที่ถูกเสกสรรค์ปั้นแต่งเป็นเจ้าหญิงในนิยาย

ด้านลอตต้า รายาลิน ผู้บริหารโรงเรียนเอกาเลียกล่าวว่า ตั้งแต่เปิดการเรียนการสอนในรูปแบบนี้มา มีผู้ปกครองมาแจ้งความจำนงพาลูกเข้าเรียนจำนวนมาก โดยผู้ปกครองส่วนหนึ่งให้เหตุผลว่า ที่เลือกโรงเรียนนี้เพื่อให้ลูก ๆ มีความรับผิดชอบ ไม่สำคัญว่าเขาจะเป็นเพศใดก็ตาม

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีรูปแบบการเรียนการสอนที่น่าสนใจ แต่ทางโรงเรียนกลับถูกมองว่า เป็นตัวอย่างอันสุดโต่งในความพยายามปลูกฝังความเสมอภาคทางเพศตั้งแต่เด็ก อาจทำให้เด็กสับสนและปรับตัวเข้ากับโลกภายนอกรั้วโรงเรียนอนุบาลได้ยากหรือไม่

1 Comment (+add yours?)

  1. siamฯ
    Jun 29, 2012 @ 13:39:29

    **ประเทศไทยเป็นสังคมกดขี่ ผู้ใหญ่ทำอะไรก็ถูกไปหมด เด็กคือผู้ที่ด้อยโอกาส .. สังคมเป็นใหญ่ ครูเป็นใหญ่ ปัญหาทั้งหมดอยู่ที่เด็ก ส่วนผู้ใหญ่ชอบทำตัวเป็นพระเจ้า เกิดปัญหาอะไรก็โยนไปโยนกันมา ผลสุดท้ายก็มาลงที่ตัวเด็ก กดขี่กันจริงงงง!! เด็กจึงต้องหาทางออกไปในทางที่ผิด ไม่กล้าแสดงออก ไม่เชื่อลองไปดูระบบสังคมในโรงเรียน ครูเป็นใหญ่กันทั้งนั้น กราบไหว้กันทั้งวัน เด็กคือลูกไก่ในกำมือ ครูไม่มีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนครูอยู่นานจึงค้อยคุณภาพ อยู่นานเลยบ้าอำนาจเพราะมีอำนาจอยู่ในมือจนล้น จึงเกิดอาชีพสอนพิเศษกันเป็นล่ำเป็นสัน ทำตัวเป็นเจ้าของโรงเรียน บ้ากฎระเบียบเน้นแต่เรื่องภายนอก เช่น การแต่งกาย ผม ถุงเท้า รองเท้า อย่างเอาเป็นเอาตาย เหมือนไม่มีอะไรทำ เอาไว้กดขี่มั้ง.. ปกครองแบบผู้ใหญ่ชี้นำ เห็นพวกครูวันๆสอนเพียงแค่วิชาเดียว งานโคตรสบาย หลับตาสอนยังได้เลย ส่วนเด็กเรียนทุกวิชา เรียนกันทั้งวัน การบ้านมีเกือบแทบทุกวิชา ต่างคนต่างประเคนมาให้กันแทบกระดิกตัวกันไม่ได้ กับมาบอกว่า เวลาเรียนไม่พอ แก้ไขปัญหาโดยการให้ไปเรียนพิเศษที่บ้านครู ครูเหนื่อยแต่ไม่ออก อยู่กันเป็นแก๊งค์ รวมกันเราอยู่-แยกกันเราตาย.. ชอบทำโทษเด็กโดยการเฆี่ยนตี โคตรบ้าเลย ไม่รู้คิดได้ยังไง มีคนเห็นดีเห็นงามกันเยอะ ตีเด็กไปยิ้มไปมีความสุข ตีกันแทบทุกวัน ท่าจะบ้า นี่หรือการแก้ปัญหา..โคตรนิยมความรุนแรง!! ครูที่ดีเขาไม่ตีเด็กกันหรอก เขาใช้ความเมตตาการเข้าหาพูดคุยและความเข้าใจเอาใจใส่กันนนน ฯลฯ**

    Reply

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

About the author

Sasiphattra Siriwato

Sasiphattra Siriwato (JuL)

การศึกษา

- ปัจจุบันเป็นอาจารย์พิเศษประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ International Pacific College, New Zealand
- กำลังศึกษาปริญญาเอก คณะสตรีศึกษาที่ Massey University, New Zealand
- ประกาศนียบัตรปริญญาโทรัฐศาสตร์ในด้านการทำงานวิจัย Monash University, Australia
- ปริญญาโทรัฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ Macquarie University, Australia
- ปริญญาตรีรัฐศาสตร์และศิลปศาสตร์ เอกภาษาฝรั่งเศส Canterbury University, New Zealand

Education

- Part time lecturer for Department of International Relations at International Pacific College, New Zealand
- PhD candidate on Women’s Studies at Massey University, New Zealand
- Graduated with a Postgraduate Diploma of Arts (Research) in Politics from Monash University, Australia
- Master Degree in Politics and Public Policy from Macquarie University, Australia
- Bachelor Degree in French and Political Science from Canterbury University, New Zealand

%d bloggers like this: