ผู้นำหญิง

ทุกวันนี้ ผู้หญิงมีโอกาสเท่ากับผู้ชายในการออกไปทำงานนอกบ้านเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว มีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่ออกไปทำงานและประสบความสำเร็จ ปัจจุบัน เราจะเห็นได้ว่าผู้หญิงเริ่มเข้ามามีบทบาทในสายงานต่างๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของธุรกิจ การทำงานในระดับผู้บริหารในสายงานต่างๆ หรือแม้กระทั่งการเป็นผู้นำประเทศ



ตัวอย่างผู้หญิง ที่ประสบความสำเร็จในการเป็นเจ้าของธุรกิจคือ Oprah Winfrey เจ้าแม่แห่งรายการโทรทัศน์เจ้าของรายการทอล์กโชว์ The Oprah Winfrey Show ซึ่งเป็นรายการที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประวัติศาสตร์รายการทอล์กโชว์ ของอเมริกา และเป็นหนึ่งในไม่กี่รายการที่มีการผลิตมานานกว่า 24 ปี Oprah เป็นผู้หญิงแอฟริกันอเมริกันที่รวยที่สุดในศตวรรษที่ 20 และเป็นมหาเศรษฐีที่เป็นคนผิวสี (Black billionaire)

นอกจากนี้ Oprah ยังถูกนิตยสาร Forbes จัดให้อยู่ในอันดับที่ 3 ในการจัดอันดับ 100 สตรีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก (The World’s 100 Most Powerful Women)(1) ซึ่งนิตยสาร Forbes ได้คัดเลือกผู้หญิงที่มีอิทธิพลที่สุดจากทุกสาขาอาชีพ โดยวัดจากความสำคัญที่สื่อมวลชนมีให้ และขึ้นอยู่กับขนาดของประเทศหรือองค์กรที่ผู้หญิงคนนั้นเป็นผู้นำ ดังนั้นถ้าหากบุคคลใดสื่อมวลชนให้ความสำคัญมาก ที่สุด เป็นผู้นำในองค์กรขนาดใหญ่หรือเป็นประเทศ ที่มีความสำคัญมาก บุคคลนั้นก็จะถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่หนึ่งของผู้มีอิทธิพล และ Oprah ยังเป็นที่หนึ่งมาแล้วถึง 4 ครั้งด้วยกันจาก 100 อันดับคนดัง ที่สุด (The Celebrity 100)

ถ้าเป็นด้านของการบริหารงานก็ต้องพูดถึง Indra Nooyi ผู้หญิงอินเดียอเมริกันที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานกรรมการและซีอีโอ (Chief Executive Officer) ของบริษัท Pepsi Co ผู้ผลิตน้ำอัดลมยักษ์ใหญ่ของโลกอย่างเป๊ปซี่ เป็นหนึ่งใน 500 บริษัทชั้นนำที่มีรายได้สูงของโลก มีคนงานมากกว่า 285,000 คนทั่วโลก Indra ได้เริ่มทำงานในตำแหน่งซีอีโอของ บริษัทตั้งแต่ปี 2549 เป็นผู้หญิง อินเดียที่ทำงานอยู่ในตำแหน่งสูงสุดในกลุ่มผู้หญิงอินเดียที่อเมริกา นอกจากนี้ในปี 2550-2551 เธอถูกจัดให้อยู่ใน 50 อันดับของผู้หญิงที่น่าจับตามอง ที่สุดของนิตยสาร Wall Street Journal และ 100 อันดับของผู้ที่มีอิทธิพลมากที่สุดของนิตยสาร Times ต่อมาในปี 2552-2553 Indra ถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 1 ของผู้หญิงที่มีอิทธิพลในด้านของธุรกิจซึ่งจัดทำโดยนิตยสาร Fortune และอยู่ในอันดับที่ 6 ของจาก 100 สตรีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกของนิตยสาร Forbes


ในทางการเมืองก็มีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่ได้รับโอกาสในการเป็นผู้นำ ประเทศ นับตั้งแต่ปี 2503 จนถึงปัจจุบันนี้มีผู้หญิงทั้งหมด 67 คนจากทั่วโลกที่ได้รับตำแหน่งเป็นผู้นำทางการเมือง(2) ผู้หญิงคนล่าสุดที่เพิ่งได้รับเลือกให้เป็นผู้นำประเทศคือ Dilma Rousseff ประธานาธิบดีคนล่าสุดของประเทศบราซิล ที่เพิ่งชนะการเลือกตั้งและเริ่มทำงานเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2554 และถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 95 จาก 100 อันดับสตรีที่มีอิทธิพลที่สุดในโลกของนิตยสาร Forbes

ถ้าหากเราลองมองย้อนกลับไปดูเมื่อปีที่แล้ว ก็จะเห็นได้ว่าในปี 2553 มีผู้หญิงทั้งหมด 4 คนด้วย กันที่ได้รับเลือกให้เป็นผู้นำประเทศ โดยเริ่มจาก Kamla Persad-Bissessar ได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีประเทศตรินิแดดและโตเบโก เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ตามมาด้วย Mari Kiviniemi นายกรัฐมนตรีประเทศฟินแลนด์ ที่ได้รับเลือกเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน Julia Gillard นายกรัฐมนตรีประเทศออสเตรเลีย ที่ชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน และคนสุดท้าย Iveta Radicova นายกรัฐมนตรีประเทศสโลวะเกีย ที่ได้รับเลือกเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม

ผู้หญิงเหล่านี้ถือว่าเป็นผู้หญิงส่วนน้อยที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่ การงานและมีโอกาสได้ก้าวขึ้นไปทำงานในระดับผู้บริหาร เพราะว่าคนส่วนใหญ่เวลาที่พูดถึงการเป็นผู้นำหรือหัวหน้างาน ไม่ว่า จะทำงานในด้านไหนก็ตาม มักจะคิดถึงผู้ชายมากกว่าผู้หญิง เพราะผู้ชายมีความเป็นผู้นำและความเด็ดเดี่ยวมากกว่า

นอกจากนี้คนส่วนใหญ่ยังคงมีความเชื่อเดิมๆ ที่ว่า ผู้หญิงกับผู้ชายใครสามารถทำหน้าที่ของการเป็นผู้นำได้ดีกว่ากัน หรือถ้าหากเกิดปัญหาขึ้นในฐานะของผู้นำใครจะแก้ไขปัญหาได้ดีกว่ากัน ความคิดและความเชื่อเหล่านี้ทำให้ผู้หญิงหลายๆ คนขาด โอกาสที่จะก้าวขึ้นไปทำงานในฐานะผู้นำ และในขณะเดียวกันผู้หญิงที่ได้รับโอกาสเป็นผู้นำ ก็จะเจอกับปัญหาเรื่องของทัศนคติด้านลบในการทำงานกับผู้ชาย เพราะผู้ชายมักจะไม่ยอมรับผู้นำหรือหัวหน้าที่เป็นผู้หญิง

แม้ว่าในความเป็นจริง ผู้หญิงอาจจะทำงานได้ดีเท่ากับผู้ชายหรืออาจจะดีกว่า แต่การจะทำให้ผู้หญิงเป็นที่ยอมรับในที่ทำงานในฐานะของหัวหน้านั้นเป็น เรื่องที่ยากมาก โดยเฉพาะในบ้านเราที่ผู้ชาย เป็นผู้นำและผู้หญิงเป็นผู้ตาม


เปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงที่ทำงนในระดับผู้บริหารในบริษัทเอกชนของแต่ละประเทศ

แต่ถ้าหากว่าผู้หญิงมีโอกาสได้เป็นผู้นำ พวก เธอควรจะมีลักษณะและคุณสมบัติอย่างไร ถึงจะทำให้หลายๆคนยอมรับเธอในฐานะของการเป็นผู้นำเหมือนกับผู้หญิงหลายๆ คนที่กล่าวมาข้างต้น

สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้หญิงที่จะเป็นผู้นำ คือมีการแสดงออกที่ชัดเจนและมีแรงจูงใจอย่างแรงกล้าในการกล้าตัดสินใจทำสิ่ง ใดสิ่งหนึ่ง และต้องพร้อมที่จะรับ ความเสี่ยงสูง

บริษัท Caliper ซึ่งเป็นบริษัทให้คำปรึกษาด้านการจัดการให้กับองค์กรชั้นนำทั่วโลก ได้ศึกษาถึงข้อดีของการมีผู้นำเป็นผู้หญิง พบว่าผู้หญิงนั้นจะมีลักษณะการเป็นผู้นำที่แตกต่างไปจากผู้ชาย ผู้นำหญิงมีจุดเด่นอยู่ที่มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น มีความยืดหยุ่นในการทำงานสูง และมีมนุษยสัมพันธ์ดีกว่าผู้ชาย ทำให้ผู้หญิง สามารถเข้าใจสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง และได้รับรู้ข้อมูลจากทุกฝ่ายในการประเมินสถานการณ์ ทำให้มีการตัดสินใจแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้องและแม่นยำมากขึ้น

นอกจากนี้ ผู้นำหญิงยังมีความสามารถในการโน้มน้าวใจหรือชักจูงให้ผู้อื่นเห็นคล้อยตาม ตัวเองได้ เพราะว่าโดยเนื้อแท้แล้วผู้หญิงมีลักษณะของการดูแลเอาใจใส่ผู้อื่นและพยายาม ที่จะเข้าใจพื้นฐานความเป็นมาของแต่ละคน ทำให้คนที่ทำงานภายใต้ผู้นำหญิงรู้สึกว่าได้รับการสนับสนุนจากหัวหน้าที่ เข้าใจพวกเขา และทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองมีค่ามาก

ในการศึกษาครั้งนี้ Caliper ได้ข้อสรุปที่ว่าผู้นำหญิงมีคุณสมบัติเด่นๆ อยู่ 4 อย่าง ที่ทำให้พวกเธอสามารถทำหน้าที่ผู้นำได้ดีเทียบเท่ากับผู้ชาย คุณสมบัติทั้ง 4 อย่างนี้คือ

1. ผู้นำหญิงมีแรงจูงใจในการทำงานมากกว่าผู้ชาย

2. ผู้นำหญิงมักจะโดนสบประมาทในที่ทำงานมาก่อน ทำให้พวกเธอมีทัศนคติในด้านบวกมากๆ และ มีความพยายามมากกว่าคนอื่นที่จะทำงานนั้นให้สำเร็จ

3. ผู้นำหญิงสามารถแสดงให้เห็นถึงลักษณะของ การเป็นผู้นำในการทำงานร่วมกันเป็นทีมโดยเฉพาะ การแก้ไขปัญหาและการตัดสินใจ

4. ผู้นำหญิงมีความคิดนอกกรอบ และพร้อมที่จะเผชิญกับความเสี่ยงมากกว่าผู้ชาย(3)

ปกหน้าและปกหลังของหนังสือ Why The Best Man For The Job Is A Woman

Esther Wachs Book อดีตนักข่าวของนิตยสาร Forbes มีบทความตีพิมพ์มากมายเกี่ยวกับบทบาทของผู้หญิงในที่ทำงาน ปัจจุบันเธอเขียนบทความให้กับนิตยสาร Fortune และ Working Woman และยังทำงานเป็นผู้เชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาในการหางานที่นิตยสาร Marie Claire ซึ่งเป็นนิตยสารเกี่ยวกับผู้หญิง

นอกจากนี้เธอยังเขียนหนังสือเรื่อง Why The Best Man For The Job Is A Woman โดยได้สัมภาษณ์ 14 ซีอีโอหญิงที่ประสบความสำเร็จในการเป็นผู้บริหารบริษัทชั้นนำทั่วโลก Esther ได้ค้นพบว่าผู้นำหญิงที่ประสบความสำเร็จนั้น ส่วนใหญ่มีคุณสมบัติตรงตามผลการศึกษาของ Caliper และ Esther ยังได้กล่าวเสริมว่าผู้นำหญิงจะต้องมีลักษณะ ของการคิดนอกกรอบ การมีทัศนะวิสัยที่กว้าง การโน้มน้าวผู้อื่นให้คล้อยตาม การเปลี่ยนอุปสรรคให้เป็นโอกาส และจะต้องตามทันเทคโนโลยีใหม่ๆ ของ โลกธุรกิจ

หลังจากที่หนังสือเล่มนี้และการศึกษาของ Caliper ได้เผยแพร่ออกมา หลายๆ คนเกิดคำถาม ขึ้นว่าแล้วคุณสมบัติที่กล่าวมาเหล่านี้เป็นที่ต้องการของตลาดหรือไม่ เพราะว่าในปัจจุบันผู้นำหรือผู้บริหารส่วนใหญ่ก็ยังเป็นผู้ชายอยู่ดี มีผู้หญิงเพียงแค่ ส่วนน้อยเท่านั้นที่ได้รับการยอมรับให้เป็นผู้นำ

Dr.Musimbi Kanyoro ซึ่งเป็นเลขาธิการขององค์กร YWCA โลก (The World Young Women’s Christian Association หรือเรียกย่อๆ ว่า World YWCA) เป็นองค์กรเพื่อผู้หญิงและเด็ก มีประเทศสมาชิก 125 ประเทศด้วยกัน และประเทศ ไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกด้วย ได้ออกมากล่าว ยืนยันว่าคุณสมบัติที่ผู้นำหญิงมีนั้นเป็นที่ต้องการของสังคม เพราะว่าในปัจจุบันนี้โลกของเราได้เปลี่ยนไปแล้ว การที่มีแต่ผู้ชายเป็นผู้นำจะเริ่มเป็นอะไรที่ล้าสมัย ในยุคนี้ควรจะมีผู้นำที่เป็นผู้หญิงและ ผู้ชายคละกันไป โดยการใช้ความสามารถที่แตกต่าง กันของผู้นำชายและผู้นำหญิงในการพัฒนาองค์กร เพื่อที่จะทำให้บริษัทและองค์กรต่างๆ พัฒนาไปได้เร็วขึ้นกว่าเดิม

ดังนั้น หากคุณเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำงานอยู่ในองค์กรหรือบริษัท และยังไม่ได้รับโอกาสในการ ก้าวขึ้นไปทำงานในตำแหน่งผู้บริหาร ก็อย่าเพิ่งหมด หวัง เพราะไม่ใช่ว่าผู้หญิงจะไม่มีโอกาสเลยในการก้าวขึ้นไปเป็นผู้บริหารหรือผู้ นำ ขอเพียงคุณแสดงความสามารถที่มีอยู่ให้คนอื่นเห็นได้ว่า คุณก็สามารถ เป็นผู้นำและผู้บริหารที่ดีได้

รูปภาพของ18 ผู้นำประเทศที่เป็นผู้หญิง

จากทางซ้ายไปขวาแถวแรก

ประธานาธิบดี Laura Chinchilla  ประเทศคอสตาริกา

ประธานาธิบดี Tarja Halonen ประเทศฟินแลนด์

ประธานาธิบดี Ellen Johnson Sirleaf สาธารณรัฐไลบีเรีย

นายกรัฐมนตรี Mari Johanna Kiviniemi ประเทศฟินแลนด์

ประธานาธิบดี Cristina Elisabet Fernández de Kirchner ประเทศอาร์เจนตินา

นายกรัฐมนตรี Sheikh Hasina ประเทศบังกลาเทศ

แถวที่สอง

นายกรัฐมนตรี Julia Gillard ประเทศออสเตรเลีย

ประธานาธิบดี Doris Leuthard ประเทศสวิสเซอร์แลนด์
ประธานาธิบดี Dalia Grybauskaitė ประเทศลิทัวเนีย
นายกรัฐมนตรี Jóhanna Sigurðardóttir, ประเทศไอซ์แลนด์

ประธานาธิบดี Roza Otunbayeva ประเทศคีร์กิซสถาน

ประธานาธิบดี Mary McAleese ประเทศไอร์แลนด์

แถวล่างสุด

นายกรัฐมนตรี Angela Merkel ประเทศเยอรมัน
นายกรัฐมนตรี Jadranka Kosor สาธารณรัฐโครเอเชีย

ประธานาธิบดี Borjana Krišto ประเทศบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา

นายกรัฐมนตรี Kamla Persad-Bissessar ประเทศตรินิแดดและโตเบโก

ประธานาธิบดี Pratibha Patil ประเทศอินเดีย

นายกรัฐมนตรี Iveta Radičová ประเทศสโลวาเกีย

ข้อมูลอ้างอิง
(1) The World’s 100 Most Powerful Women, (2010) http://www.forbes.com/wealth/power-women/list
2) Women World Leaders 1945-2011, (2011) http://www.terra.es/personal2/monolith/00women.htm
3) Caliper, (2005) The Qualities That Distinguish Women Leaders, http://www.caliperonline.com/womenstudy/WomenLeaderWhitePaper.pdf

ติดตามเรื่องของสิทธิสตรีจากทั่วทุกมุมโลก ที่ www.gotomanager.com

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

About the author

Sasiphattra Siriwato

Sasiphattra Siriwato (JuL)

การศึกษา

- ปัจจุบันเป็นอาจารย์พิเศษประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ International Pacific College, New Zealand
- กำลังศึกษาปริญญาเอก คณะสตรีศึกษาที่ Massey University, New Zealand
- ประกาศนียบัตรปริญญาโทรัฐศาสตร์ในด้านการทำงานวิจัย Monash University, Australia
- ปริญญาโทรัฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ Macquarie University, Australia
- ปริญญาตรีรัฐศาสตร์และศิลปศาสตร์ เอกภาษาฝรั่งเศส Canterbury University, New Zealand

Education

- Part time lecturer for Department of International Relations at International Pacific College, New Zealand
- PhD candidate on Women’s Studies at Massey University, New Zealand
- Graduated with a Postgraduate Diploma of Arts (Research) in Politics from Monash University, Australia
- Master Degree in Politics and Public Policy from Macquarie University, Australia
- Bachelor Degree in French and Political Science from Canterbury University, New Zealand

%d bloggers like this: