การข่มขืน อาวุธชนิดใหม่ในสงคราม

ภาพผู้หญิงและเด็กที่ถูกทำร้ายร่างกาย หรือโดนข่มขืนจากทหารหรือผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ที่กำลังมีสงครามหรือมี ความขัดแย้งเกิดขึ้น มักเป็นภาพที่เราเห็นกันจนชินตาในภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับสงคราม เช่น General’s Daughter และ the last Samurai เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกได้ถึงความรุนแรง ความน่ากลัว และสะเทือนใจไปกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

หากภาพที่คุณเห็นไม่ได้เป็นเพียงแค่ฉากหนึ่งในภาพยนตร์ หากแต่เป็นภาพเหตุการณ์จริงๆ ที่เกิดขึ้น เมื่อผู้หญิงและเด็กหลายๆ หมื่นคนที่อาศัยอยู่ในอีกฟากหนึ่งของโลกต้องถูกข่มขืนหรือถูกทำร้ายร่างกาย ในช่วงที่ประเทศของเขากำลังเผชิญกับสถานการณ์ความรุนแรง เพราะการข่มขืนกับสงครามนั้นมักจะเป็นสองเหตุการณ์ที่มักจะมาคู่กันเสมอ เรียกได้ว่าที่ไหนมีสงครามที่นั่นต้องมีการข่มขืนเกิดขึ้น

แต่ในปัจจุบันการข่มขืนได้กลายเป็นวิธีใหม่ที่ใช้ในการต่อสู้ไปแล้ว ไม่มีการฉวยโอกาสข่มขืนผู้หญิงและเด็กเหมือนอย่างในอดีต มีแต่การจงใจข่มขืนเมื่อทหารหรือผู้ก่อการร้ายเข้าไปชิงทรัพย์ ทำลาย หรือยึดครองหมู่บ้าน หรือเผ่าต่างๆ เพราะเป็นการทำลายล้างอย่างรวดเร็ว

เมื่อไม่นานมานี้ องค์กร Amnesty Inter-national ซึ่งเป็นองค์กรอาสาสมัครระหว่างประเทศที่ทำงานเพื่อสิทธิมนุษยชนได้ออกมายืน ยันว่าการข่มขืน (Rape) และการล่วงละเมิดทางเพศ (Sexual abuse) กลายเป็นอาวุธชนิดหนึ่งในสงคราม เพราะการข่มขืนสามารถทำลายล้างครอบครัว หมู่บ้านและเผ่าต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการขโมยทรัพย์สิน หรือการชิงทรัพย์ และการเผาทำลาย

อาวุธชนิดใหม่นี้ถูกนำไปใช้ในประเทศที่กำลังมีความขัดแย้งกัน เช่นประเทศคองโก (Democratic Republic of Congo), ชาด (Chad), โคลัมเบีย (Columbia) และซูดาน (Sudan) เพราะเป็นวิธีที่ทำได้ง่าย ไม่แพง และกฎหมายในประเทศเหล่านี้ก็ไม่มีอำนาจเพียงพอ ที่จะเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ เนื่องจากยังคงมีช่องโหว่ในกฎหมายอยู่เป็นจำนวนมาก และไม่มีการสืบสวนสอบสวนกันอย่างจริงจัง ทำให้มีจำนวนผู้หญิงและเด็กที่ถูกข่มขืนอย่างรุนแรงและได้รับบาดเจ็บเพิ่ม มากขึ้นเรื่อยๆ

เช่นกรณีของเด็กผู้หญิงอายุ 16 ปี ในประเทศ ซูดานที่ถูกข่มขืนโดยกลุ่มผู้ชายที่เข้าไปปล้นและยึดรถโดยสารที่เธอนั่ง ตอนกลับบ้าน ผู้ชายกลุ่มนี้ทำร้าย ผู้โดยสารที่นั่งบนรถประจำทาง และลากเด็กผู้หญิงคนนี้ไปข่มขืนที่พุ่มไม้ข้างทาง ต่อมาผู้ชายกลุ่มนี้ถูก ตำรวจจับและถูกนำตัวไปขึ้นศาล แต่ศาลไม่สามารถเอาผิดกับคนกลุ่มนี้ได้เพราะว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอ และตามกฎหมายของซูดานจะต้องมีพยานที่เป็นผู้ชายถึง 4 คน ในการยืนยันว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นการข่มขืน ไม่ได้เป็นการยินยอมพร้อมใจ ทำให้ในที่สุดผู้ชายกลุ่มนี้ก็รอดพ้นจากการจับกุมและถูกปล่อยตัวไป

ปัจจุบัน ประเทศที่ใช้การข่มขืนเป็นอาวุธในสงครามที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือประเทศคองโก ที่เรียกได้ว่าเป็นเมืองหลวงแห่งการข่มขืนของโลกเลยก็ว่าได้ เพราะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีผู้หญิงและเด็กประมาณ 50,000-100,000 คนที่โดนข่มขืน ทั้งจากทหารของกลุ่มคนพื้นเมือง และของรัฐบาล

เรียกได้ว่าการเกิดมาเป็นผู้หญิงและเด็กในคองโกนั้นมีความเสี่ยงสูงกว่าการ เป็นทหารที่ต้องออกไปรบซะอีก


หนังสือพิมพ์เดอะ วอชิงตัน ไทมส์ (The Wa-shington Times) ยังได้รายงานว่าการข่มขืนถูกใช้เป็นอาวุธอย่างแพร่หลายทางภาคตะวันออกของ คองโก มีผู้หญิงและเด็กตั้งแต่อายุ 3 ขวบไปจนถึง 80 ปี ถูกข่มขืนเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน เพราะเป็นวิธีที่กระทำได้ง่าย ไม่แพงและผู้ที่กระทำผิดส่วนใหญ่ก็ไม่ถูกลงโทษ เพราะถึงแม้ว่าจะถูกตำรวจจับว่าเป็นผู้ต้องสงสัยในการข่มขืน คนกลุ่มนี้ก็จะจ่ายเงินใต้โต๊ะให้กับผู้พิพากษา ทำให้เขาไม่ได้รับโทษและหลุดพ้นข้อกล่าวหาไปได้ นอกจากนี้กลุ่มคนที่ถูกจับก็มักจะข่มขู่ตำรวจที่จับพวกเขามาต่างๆ นานา เช่นข่มขู่ว่าจะข่มขืนลูกสาวของตำรวจ ทำให้เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ก็ไม่อยากที่จะมีปัญหา เลยไม่ค่อยสนใจที่จะจับตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินการ

ตอนนี้ผู้คนจากหลายๆ หน่วยงาน เช่น หมอ ทนายความ และเหยื่อจากการถูกข่มขืน ได้เริ่มออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลคองโกออกกฎหมายที่สามารถลงโทษ ผู้ที่กระทำผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และต้องการให้ทหาร ตำรวจ และศาลทำงานแบบมืออาชีพ เพื่อที่จะจับผู้กระทำผิดมาลงโทษอย่างจริงจัง และจำนวนผู้ถูกข่มขืนก็จะลดลงในแต่ละวัน แต่รัฐบาลคองโกก็ยังไม่ได้ผ่านกฎหมายใดๆ ที่จะแก้ไขปัญหานี้ ซึ่งคงเป็นเรื่องที่ยากพอสมควรอยู่เหมือนกัน เพราะทหารของรัฐบาลก็ใช้การข่มขืนเป็นอาวุธเช่นกัน(1)

อย่าคิดว่าการเกิดเป็นผู้ชายในคองโกแล้วจะโชคดีกว่าผู้หญิง เพราะผู้ชายคองโกก็โดนข่มขืนเช่นกัน เพียงแต่จำนวนของผู้ชายนั้นมีไม่ถึงหนึ่งในสี่ของจำนวนผู้หญิงที่โดนข่มขืน สำหรับเรื่องนี้ยังไม่มี ใครสามารถให้คำอธิบายได้อย่างชัดเจนว่า ทำไมผู้ชายถึงโดนข่มขืนได้แต่มีการคาดเดากันว่า กลุ่มคนติดอาวุธน่าจะข่มขืนผู้ชาย เพื่อที่จะทำให้ชายเหล่านี้อาย และหมดกำลังใจที่จะสู้ต่อ และในที่สุดก็จะยอมแพ้ต่อกลุ่มคนเหล่านี้

นี่แหละเมืองหลวงแห่งการข่มขืน!

ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ถือได้ว่าเป็นเรื่องใหญ่และจำนวนผู้ที่ถูกข่มขืนใน ประเทศเหล่านี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะสามารถลดลงได้ ดังนั้น องค์การสหประชาชาติ จึงได้พยายามหาทางช่วยเหลือและป้องกัน ด้วยการผ่านมติสภาความมั่นคง 1325 (UN Security Council Resolution 1325) เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2543 ซึ่งถือเป็นมติสภาความมั่นคงฉบับแรกที่มีการพูดถึงผลกระทบของสงครามต่อ ผู้หญิง และการให้ผู้หญิงมีส่วนช่วยในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง และสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน

มติสภาความมั่นคงฉบับนี้มีข้อเรียกร้องหลักๆ อยู่ 2 ข้อ คือ

(1) ให้ทุกฝ่ายใช้มาตรการพิเศษเพื่อปกป้องผู้หญิงและเด็กจากความรุนแรงทางเพศ ในทุกรูปแบบ ต่างๆ เมื่ออยู่ในสถานการณ์ของความขัดแย้ง

(2) ส่งเสริมให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมกันในสังคมและมีบทบาทสำคัญในการ ป้องกัน, แก้ไข ปัญหาความขัดแย้งและการสร้างสันติภาพ เช่น มีการเพิ่มตัวแทนของผู้หญิงในการตัดสินใจในทุกระดับชั้น ทั้งในประเทศ และระหว่างประเทศ (2)

หลังจากที่มติสภาความมั่นคง 1325 ได้มีการประกาศใช้ องค์การสหประชาชาติได้ประกาศเพิ่มจำนวน ทหารและตำรวจหญิง เพื่อที่จะบรรลุจุดประสงค์ของมติสภาความมั่นคงฉบับนี้ และเชื่อว่าผู้หญิงน่าจะเข้าใจ เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายได้ดีกว่าผู้ชาย


เมื่อต้นปี 2550 ตำรวจหญิงชาวอินเดีย 100 คน ที่ได้รับการฝึกอบรมเป็นกองกำลังรักษาสันติภาพได้ถูกส่งเข้าไปทำงานที่ ประเทศไลบีเรีย (Republic of Liberia) ในนามขององค์การสหประชาชาติ ตำรวจกลุ่มนี้เป็นตำรวจหญิงกลุ่มแรกที่เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในประเทศที่ สงครามเพิ่งสิ้นสุดลง หน้าที่หลักของตำรวจหญิงกลุ่มนี้คือ เข้าไปดูแล ให้คำปรึกษา และแนะนำให้เหยื่อที่ถูกข่มขืนหรือถูกทำร้ายทั้งจากคนนอกและคนในครอบครัว มาแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะผู้หญิงส่วนใหญ่ มักจะอาย และบางคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องในครอบครัว จึงไม่กล้ามาแจ้งความ

เพราะสาเหตุเหล่านี้ทำให้ประเทศไลบีเรียเพิ่งมีการเพิ่มบทลงโทษผู้กระทำ ผิดในเรื่องของการข่มขืนหลังจากที่เอลเลน จอนสัน เซอร์ลีฟชนะการเลือกตั้งและขึ้นเป็นประธานาธิบดี เพราะเอลเลนเล็งเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ และเข้าใจความรู้สึกของเหยื่อได้เป็นอย่างดี ดังนั้น ตำรวจหญิงขององค์การสหประชาชาติจึงเข้าไปให้คำแนะนำ และให้ความมั่นใจกับชาวไลบีเรีย ในการเข้าแจ้งความกับตำรวจเพื่อจับผู้กระทำผิดมาลงโทษ

ในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา องค์การสหประชาชาติได้ทำการสนับสนุนให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมในการเจรจา สร้างสันติภาพ การสร้างความเสมอภาคกันในสังคมในประเทศที่สงครามเพิ่งสิ้นสุดไป การฝึกอบรมกองกำลังรักษาสันติภาพ และกองกำลังรักษาความปลอดภัยอย่างถูกวิธี เพื่อปกป้องและช่วยเหลือผู้หญิงที่ถูกข่มขืน และพยายามที่จะเพิ่มจำนวนผู้หญิงที่สามารถทำงานในระดับอาวุโสในทุกหน่วยงาน ให้มากขึ้น เพื่อที่จะบรรลุจุดประสงค์หลักของมติสภาความมั่นคง 1325


แต่การสนับสนุนเหล่านี้ก็คงยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ข้อเรียกร้องนี้ ประสบความสำเร็จได้ ผู้หญิงเป็นจำนวนมากยังคงถูกข่มขืนและถูกล่วงละเมิดทางเพศ โดยเฉพาะในประเทศที่มีสถานการณ์ความขัดแย้งเกิดขึ้น ในการประชุมเจรจาสันติภาพครั้งล่าสุด ที่ประเทศอินโดนีเซีย เนปาล โซมาเลีย ฟิลิปปินส์ และแอฟริกากลาง ไม่มีผู้หญิงแม้แต่คนเดียวที่ได้เป็นตัวแทนของประเทศในการเจรจา การเป็นคนกลาง เป็นผู้ลงนาม หรือแม้แต่เป็นพยาน บทบาทเหล่านี้ยังคงเป็นของผู้ชาย ยังไม่มีทีท่าว่าผู้หญิงจะสามารถเข้ามามีส่วนร่วมหรือมีบทบาทใดๆ ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เป็นจุดประสงค์หลักของมติสภาความมั่นคงฉบับ นี้

สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ทำให้หลายๆ คนมองว่า ข้อเรียกร้องของมติสภาความมั่นคงฉบับนี้คงเป็นได้แค่เพียงความฝันที่หลายๆ คนเฝ้ารอให้เกิดขึ้น หาก ข้อเรียกร้องเหล่านี้ยังเป็นได้แค่ความฝัน ก็คงจะมีเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายจากอาวุธที่เรียกว่าการข่มขืนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายในประเทศเหล่านี้ก็คงไม่สามารถหนีพ้นการถูกข่มขืน หรือถูกล่วงละเมิดทางเพศไปได้

อ่านเพิ่มเติม

(1)   เรื่องราวเหล่านี้ถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของวิดีโอซึ่งสามารถหาชมได้จากใน ยูทูปด้วยการเสิร์ชหาชื่อ Congo: rape as a tool of war หรือคลิกไปที่ Part 1: http://www.youtube.com/watch?v=xUH8ZhmEyP8            Part2:http://www.youtube.com/watch?v=ijtZara2pIA
(2) United Nations, (2000) “Resolution 1325: Adopted by the Security Council at its 4213 meeting, on 31 October 2000” http://www.peacewomen.org/assets/file/TranslationInitiative/1325/1325english.pdf

ติดตามเรื่องของสิทธิสตรีจากทั่วทุกมุมโลก ที่ www.gotomanager.com

2 Comments (+add yours?)

  1. @porpeangseller
    Nov 30, 2010 @ 01:54:31

    นับเป็นปัญหาที่ยังมองไม่เห็นทางออกเลยจริงๆ>_<

    Reply

    • Sasiphattra Siriwato
      Dec 04, 2010 @ 06:53:58

      ใช่คะ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่หาทางออกได้ยากมาก ถึงแม้ว่าทาง UN จะพยายามหาทางแก้ไขยังไง ก็ดูเหมือนว่าปัญหาจะไม่ได้ลดลงเลย

      Reply

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

About the author

Sasiphattra Siriwato

Sasiphattra Siriwato (JuL)

การศึกษา

- ปัจจุบันเป็นอาจารย์พิเศษประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ International Pacific College, New Zealand
- กำลังศึกษาปริญญาเอก คณะสตรีศึกษาที่ Massey University, New Zealand
- ประกาศนียบัตรปริญญาโทรัฐศาสตร์ในด้านการทำงานวิจัย Monash University, Australia
- ปริญญาโทรัฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ Macquarie University, Australia
- ปริญญาตรีรัฐศาสตร์และศิลปศาสตร์ เอกภาษาฝรั่งเศส Canterbury University, New Zealand

Education

- Part time lecturer for Department of International Relations at International Pacific College, New Zealand
- PhD candidate on Women’s Studies at Massey University, New Zealand
- Graduated with a Postgraduate Diploma of Arts (Research) in Politics from Monash University, Australia
- Master Degree in Politics and Public Policy from Macquarie University, Australia
- Bachelor Degree in French and Political Science from Canterbury University, New Zealand

%d bloggers like this: