หายนะจากความเจ้าชู้

เมื่อไม่นานมานี้ ผู้เขียนมีโอกาสได้อ่านข่าวเกี่ยวกับไทเกอร์ วูดส์ นักกอล์ฟมือหนึ่งของโลก ในข่าวระบุว่าไทเกอร์ ระบุรายชื่อผู้หญิงทั้งหมดที่เขาไปมีเพศสัมพันธ์ด้วยในช่วงระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา และที่สำคัญในช่วงเวลานี้เป็นเวลาที่ไทเกอร์ได้แต่งงานกับเอลิน นอร์เดเกรน ภรรยาของเขาแล้ว และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือในช่วงเวลา 5 ปีนี้มีผู้หญิงถึง 120 คน ที่ไทเกอร์เคยมีสัมพันธ์ด้วย ตอนนี้ไทเกอร์กำลังเข้ารับการบำบัดอาการติดเซ็กซ์อยู่ในสถานบำบัดแห่งหนึ่ง

เมื่ออ่านข่าวนี้จบแล้ว ผู้เขียนค่อนข้างที่จะตกใจว่านี่ไทเกอร์ไปมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงคนอื่นเยอะขนาดนี้เลยหรือ แต่พอหันมาคิดกันแบบจริงๆ จังๆ แล้ว เอาเข้าจริงๆ ไทเกอร์อาจจะไม่ต่างกับผู้ชายไทยจำนวนไม่น้อยในบ้านเราเลยด้วยซ้ำ เพราะ ถ้าเทียบกันในเรื่องของจำนวนผู้หญิงในระยะเวลา 5 ปี ผู้เขียนค่อนข้างที่จะเชื่อว่าในเรื่องความเจ้าชู้นั้นผู้ชายไทยเราไม่เป็นสองรองใครแน่ๆ

ผู้เขียนเชื่อว่าหลายๆ คนที่มีโอกาสอ่านข่าวนี้ ถ้าเป็นผู้ชายก็คงคิดว่าไทเกอร์สามารถจำได้หมด หรือว่าเคยไปมีเพศสัมพันธ์กับใครมาบ้าง เพราะผู้ชายส่วนใหญ่คงไม่มีใครสามารถจำได้ว่าไปมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงมาแล้วกี่คน นอกจากว่าจะจดกันเป็นลิสต์เก็บไว้เป็นสถิตินั้นก็อีกเรื่อง แต่ถ้าเป็นผู้หญิง ที่ได้อ่านข่าวนี้ ก็คงจะรับไม่ค่อยได้ที่ไทเกอร์นอกใจ ภรรยาของตัวเอง และภรรยาของไทเกอร์ก็ไม่รู้ไปทำ ผิดอะไร ถึงต้องมารับเคราะห์ที่โดนสามีนอกใจ หรือ ถ้ามองแบบเป็นกลางๆ ข่าวของไทเกอร์ข่าวนี้คงไม่ได้ มีความสำคัญอะไรมากมายหรือแปลกใหม่สำหรับบ้านเรา เพราะในบ้านเราเองก็มีข่าวในเรื่องทำนองนี้ อยู่บ่อยๆ ที่เห็นชัดเจนที่สุดคงจะเป็นบรรดาคู่รักดารา ทั้งหลายที่มีปัญหากันเพราะเรื่องของมือที่สาม ทำให้ บางคู่ต้องเลิกกันไปหรือเกือบจะเลิกกัน ข่าวเหล่านี้มีอยู่แทบทุกวันในบ้านเรา ทำให้บางทีเราก็มองเป็นเรื่องธรรมดาของสังคมไปแล้ว

ยิ่งไปกว่านี้ ผู้ชายไทยยังมีค่านิยมในเรื่องของการมีกิ๊ก หรือชอบใช้คำว่ากิ๊ก หรือถึงแม้จะไม่มีกิ๊ก จริงๆ ก็ยังมีการนำคำนี้มาถามกันเล่นๆ ว่าคนนี้กิ๊ก หรือ หรือมีกิ๊กกี่คนตอนนี้ ทำให้การมีกิ๊กกลายเป็นเรื่องธรรมดาในสังคมไทยไป ปัจจุบันในสังคมไทยไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ชอบที่จะมีกิ๊ก หรือมีการแข่งกันสะสมกิ๊ก เพราะคิดว่าถ้ายิ่งมีกิ๊กเยอะ ตัวเองก็จะรู้สึกเท่และภูมิใจ ซึ่งถ้าเรื่องนี้ยังคงเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ แล้วจริยธรรมของคนไทยเราอยู่ที่ไหน

ในทางกลับกัน ถ้าเราหันมามองที่วัฒนธรรมของฝรั่งนั้น เขาไม่ได้มีความคิดเหมือนกับบ้านเราเลย ผู้ชายที่นอกใจภรรยาของตัวเองนั้น สังคมฝรั่งเขารับกันไม่ได้ และถือว่าเป็นการทำความผิดอย่างร้ายแรง เห็นได้อย่างชัดเจนจากกรณีของบิล คลินตัน ที่แอบ ไปมีความสัมพันธ์กับโมนิกา เลวินสกี้ เมื่อครั้งที่บิลยังดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา คดีนี้ทำให้ความนิยมในตัวของบิลลดลงเป็นอย่างมาก และยังถูกสังคมประณามว่าบิลเป็นคนที่ไร้สำนึกทางศีลธรรม จริยธรรม และวัฒนธรรม อันเป็นคุณสมบัติขั้นพื้นฐานของการเป็นมนุษย์

หรืออย่างกรณีของเอเลียต สปิตเซอร์ ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กที่มีชื่อเสียงมาจากการต่อสู้ปราบปรามการทุจริตต่างๆ รวมถึงการกวาดล้างสถานที่ให้บริการทางเพศ และเคยได้รับฉายาว่าเป็นนายอำเภอมือปราบแห่งวอลล์สตรีท ถูกเปิดเผยว่าได้ไปลักลอบซื้อบริการทางเพศ จากหญิงบริการชั้นสูงคนหนึ่งที่ทำงานที่ดิ เอมเปอเรอร์ส คลับ ในราคาชั่วโมงละ 1,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 33,000 บาท) เรื่องอื้อฉาวครั้งนี้ถูกเปิดเผยโดยเจ้าหน้าที่ สืบสวนของรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกาที่ดักฟังโทรศัพท์การติดต่อนัดพบระหว่างเอเลียตและหญิงให้บริการคนนี้ ข่าวอื้อฉาวนี้ทำให้เอเลียตต้องประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กทันที

วุฒิสมาชิกลาร์รี แคร็ก ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ต้องประกาศลาออกจากตำแหน่งวุฒิสมาชิกเพราะข่าวอื้อฉาวทางเพศเช่นกัน โดยลาร์รีได้ไปก่อเหตุเรื่องอื้อฉาวขึ้น ด้วยการมีเพศสัมพันธ์กับคู่ขาของเขาที่เป็นเพศเดียวกันในห้องน้ำชายของสนามบินเมืองมินเนียโปลิสในรัฐมินเนโซตา และห้องน้ำห้องนี้ก็กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับผู้โดยสารที่ไปใช้บริการที่สนามบินแห่งนี้

ทันทีที่เรื่องนี้เป็นข่าว ประเทศนิวซีแลนด์ก็มี ปัญหาแบบนี้เช่นกัน เมื่อริชาร์ด เวิร์ธ รัฐมนตรีกระทรวงสารสนเทศ ที่ดิน และกระทรวงกิจการภายในของประเทศนิวซีแลนด์ ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้ง ให้เข้าทำงานเป็นรัฐมนตรีในสมัยของนายกรัฐมนตรี จอห์น คีย์ ที่เพิ่งชนะการเลือกตั้งเมื่อตอนสิ้นปี 2551 ถูกสอบสวนเกี่ยวกับเรื่องอื้อฉาวที่มีผู้หญิงนักธุรกิจชาวเกาหลีที่อาศัยอยู่ที่เมืองโอ๊กแลนด์ ได้เข้าแจ้งความกับตำรวจว่าเวิร์ธได้เชิญเธอไปที่รัฐสภาในฐานะ แขกของเขา แล้วก็พาเธอไปที่ห้องพักในโรงแรมที่เวิร์ธได้จัดเตรียมไว้และมีเพศสัมพันธ์กับเธอ โดยเวิร์ธเสนองานให้กับเธอ ด้วยการให้เธอเป็นที่ปรึกษา ในเรื่องของชนกลุ่มน้อยให้กับเขา และเป็นคณะกรรมการผู้บริหารของกองสลากกินแบ่ง นอกจากนี้เธอยังได้รับ sms 40 ข้อความ และโทรศัพท์จากเวิร์ธอีก 60 สาย ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องเพศและค่อนข้างหยาบคาย และเธอยังคิดว่าเวิร์ธอาจจะส่งข้อความเหล่านี้ให้เธอตอนที่เขาเมา

ถึงแม้ว่าในกรณีนี้ เวิร์ธจะยังไม่ยอมรับข้อกล่าวหาในเรื่องนี้ แต่เขาก็ได้ตัดสินใจยื่นใบลาออกต่อนายกรัฐมนตรีทันทีที่มีข่าวอื้อฉาวเหล่านี้ออกมา สำหรับประเทศเหล่านี้ บ้านเรามองว่าเขาเป็นประเทศ ที่ให้ความเสรีในเรื่องของเพศสัมพันธ์ แต่ประชาชนของเขากลับมองว่าการนอกใจเป็นเรื่องร้ายแรง โดย เฉพาะคนที่เป็นบุคคลสาธารณะจะต้องมีความเคร่งครัดในเรื่องของจริยธรรมมากกว่าคนธรรมดาทั่วไป คนอเมริกันยังมีความเชื่อที่ว่า ถ้านักการเมือง ไม่ซื่อสัตย์ต่อตนเองและครอบครัว จะซื่อสัตย์ต่อคนอื่นได้อย่างไร

นอกจากนี้บริษัทที่ปรึกษา Challenger, Gray and Christmas ในนครชิคาโกยังรายงานว่า สำหรับประเทศสหรัฐอเมริกานั้น ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา มีนักการเมืองและผู้บริหารระดับสูงอย่างน้อย 50 คน ที่มีเรื่องอื้อฉาวทางเพศ และต้องลงจากตำแหน่งเพราะข่าวเหล่านี้

เช่นกรณีของเอเลียต สปิตเซอร์ และลาร์รี แคร็ก ที่กล่าวมาข้างต้น และในกรณีของผู้บริหารระดับสูงก็มีตัวอย่างให้เห็น เช่น มัวริซ แฮงก์ กรีนเบิร์ก ประธานและซีอีโอของอเมริกัน อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป (เอไอจี) ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทประกันภัยที่ใหญ่ที่สุดในโลก และรีชาร์ด แกรสโซ ซีอีโอของตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (เอ็นวายเอสอี) ที่ต้องประกาศลาออกจากตำแหน่งซีอีโอเช่นกัน เมื่อถูกจับได้ว่าไปลักลอบซื้อบริการทางเพศจากสถานบริการชั้นสูง หรือแม้กระทั่งคนธรรมดาทั่วไปในสังคมฝรั่ง เขาก็รับไม่ได้ในเรื่องของการนอกใจ

ผู้เขียนจำได้ว่าเมื่อปีที่แล้ว มีข่าวที่หลายๆ คนจากทั่วโลกให้ความสนใจ คือข่าวของวิลเลียม เทยเลอร์ ชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ที่รัฐเวอร์จิเนีย ถูกภรรยาจับได้ว่านอกใจ และภรรยาได้ทำโทษด้วยการให้ไปยืนกลางถนนบริเวณแยกเลี้ยวที่เต็มไปด้วยผู้คน ในชั่วโมงเร่งด่วน ตอนเช้า พร้อมกับแขวนป้ายประจานความมผิดของตัวเอง ในป้ายเขียนข้อความไว้ว่า “ผมนอกใจภรรยา นี่จึงเป็นการลงโทษ” เรื่องนี้กลายเป็นข่าวที่ถูกพูดถึงในหลายๆ ช่องสถานีโทรทัศน์และวิทยุ

ในบ้านเรา ถ้าผู้ชายที่แต่งงาน แล้วไปมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงอื่นที่ไม่ใช่ภรรยาของตัวเองนั้น กลับไม่ได้รับการประณามจากสังคมในบ้าน เรา ยังเป็นเรื่องที่น่าแปลกสำหรับบ้านเราที่ว่าถ้าผู้ชายจะออกไปอาบน้ำ นอกบ้านกันบ้าง หรือมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงคนอื่นที่ไม่ใช่ภรรยาตัวเองบ้างเป็นครั้งคราว ผู้หญิงเราก็ต้องก้มหน้าก้มตายอมรับ แล้วคิดเสียว่า ก็ดีกว่าผู้ชายคิดจะมีใครสักคนแบบจริงจัง หรือที่บ้านเราเรียกกันว่าเมียน้อย

ผู้ชายไทยชอบที่จะพูดว่าการที่เขาเจ้าชู้นิดๆ นั้นเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของผู้ชาย ถ้าผู้ชายไม่มีความเจ้าชู้เลย ผู้หญิงก็จะเบื่อแล้วก็เลิกกันไป แต่ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อผู้ชายตัดสินใจที่จะแต่งงานและใช้ชีวิตร่วมกับผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้ชายก็ควรที่จะซื่อสัตย์และให้เกียรติ ผู้หญิงที่มาเป็น ภรรยาของตัวเองด้วยเช่นกัน ถ้าลอง มาคิดกันเล่นๆ ว่าวันหนึ่งผู้หญิงเกิดทำแบบเดียวกันนี้บ้าง เชื่อว่าผู้ชายก็คงรับไม่ได้เช่นกัน

ถ้าพูดถึงผู้ชายที่เจ้าชู้มากๆ ทุกๆ คนก็คง จะคิดถึงทหารและตำรวจเป็นอันดับต้นๆ เหมือนอย่างที่มีคำพูดที่ว่า รถไฟ เรือเมล์ ลิเก ตำรวจนั้น คบไม่ได้ เพราะบุคคลที่ทำงานเหล่านี้ ล้วนเจ้าชู้กัน ทุกคน แต่ถ้าลองได้ไปถามคนที่ทำงานในสายงานเหล่านี้ เขาจะตอบทันทีว่าคนในสายงานเหล่านี้ไม่ได้เจ้าชู้ เพียงแต่สายงานพวกนี้ทำให้เจอและรู้จักคน เยอะ เลยทำให้ถูกมองว่าเจ้าชู้ แต่ไม่รู้ว่า ทำไมเวลา ที่จะจัดงานเลี้ยงต้อนรับหรือเลี้ยงรับรอง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ หรือนักธุรกิจทีไร บุคคลที่มีหน้าที่รับผิดชอบจัดงาน ถึงชอบจัดหาน้องๆ เด็กๆ มารับรองกันนัก ซึ่งเรื่องนี้น่าจะกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วในสังคมไทย สงสัยว่าถ้าจะให้จัดงานเลี้ยงต้อนรับผู้ใหญ่ด้วยวิธีการอื่น คงกลัวว่าผู้ใหญ่จะไม่ประทับใจกัน

ตอนนี้บ้านเรามีกฎหมายออกมาแล้วว่า เราสามารถฟ้องร้องเรียกค่าทดแทนได้จากสามีหรือภรรยา และบุคคลที่เป็นชู้ด้วย ซึ่งการที่จะฟ้องร้องเรียกค่าทดแทน ก็ไม่ได้ยากมาก เพียงแค่มีพยานหรือหลักฐานว่าสามีหรือภรรยาของเรากับผู้ชายหรือผู้หญิงที่เป็นชู้ด้วยนั้นมีความสัมพันธ์ในเชิงชู้สาวกัน เช่น มีรูปถ่าย หรือพยานบุคคลที่เห็นว่าเขา มีการอยู่กินร่วมกัน ก็สามารถที่จะฟ้องร้องได้แล้ว ค่าทดแทนสามารถฟ้องร้อง เรียกได้ตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทขึ้นไป ขึ้นอยู่กับเกียรติยศและชื่อเสียงของฝ่ายที่เสียหาย ถ้าเกิดสามีหรือภรรยาที่เป็นผู้เสียหาย เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงหรือเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในสังคม ก็สามารถฟ้องร้องเรียกค่าทดแทนได้เป็นจำนวนมาก

แต่ก่อนที่คิดจะยื่นฟ้อง เราก็ต้องมั่นใจว่าเรามีหลักฐานที่หนาแน่นพอ เพราะไม่อย่างนั้นแล้วถ้าเกิดศาลตัดสินใจยกฟ้องเพราะว่าไม่มีหลักฐานที่เพียงพอ เราอาจจะโดนฟ้องกลับในข้อหาหมิ่นประมาทก็เป็นได้ เพราะว่าเราไปทำให้เขาเสื่อมเสียชื่อเสียง ทีนี้งานจะกลับมาเข้าเราเองได้ เช่นกรณีของคาร่า พลสิทธิ์ พิธีกรและนางแบบที่ถูกเรียกค่าทดแทนเป็นเงิน 20 ล้านบาท พร้อม ดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากภรรยาของเสี่ยเจ้าของโครงการดิ เอ็มเพอเรอร์ เฮาส์ เมื่อปี 2547 แต่สุดท้ายแล้วศาลตัดสินให้ยกฟ้อง ทำให้คาร่ายื่นฟ้องกลับในข้อหาหมิ่นประมาท และทำให้เสียชื่อเสียงเป็นจำนวนเงินถึง 50 ล้านบาท เพราะฉะนั้นต้องคิดให้รอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรลงไป

ในกรณีที่สามีหรือภรรยารับราชการ แล้วเกิดจับได้ว่ามีชู้ ถ้าผู้เสียหายไปแจ้งกับหัวหน้าหน่วยงานที่สามีหรือภรรยาขึ้นตรง ก็สามารถที่จะทำให้ผู้ที่เป็นสามีหรือภรรยาที่รับราชการถูกพิจารณาโทษโดยคณะกรรมการสอบสวน หากมีหลักฐานแน่นหนา และคณะกรรมการเห็นว่าเป็นความผิดเชิงชู้สาว ก็จะมีความผิดทางวินัยร้ายแรง โดยอาจได้รับโทษด้วยการปลดออก หรือการไล่ออก ถ้าโดนปลดออกข้าราชการก็ยังสามารถมีสิทธิที่จะได้รับเงินบำนาญอยู่ แต่ถ้าถูกไล่ออก ข้าราชการก็จะไม่มีสิทธิ์ที่จะได้รับเงินบำนาญ

ในความเป็นจริงแล้ว ส่วนใหญ่เมื่อมีเรื่องฟ้องร้อง เรื่องเหล่านี้ในหน่วยราชการ หัวหน้าหน่วยงานมักจะไกล่เกลี่ยให้ และคนในหน่วยงานราชการเดียวกันก็มักที่จะช่วยกันเองมากกว่า ทำให้ไม่ค่อยเห็นว่าข้าราชการที่ถูกฟ้องจะโดนไล่ออกหรือปลดออก ไม่ก็อาจจะโดนพักราชการหรือย้ายสถานที่ทำงานไปในที่ที่ทุรกันดารหรือเล็กกว่าเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นคนที่เป็นภรรยาหรือสามีของข้าราชการก็ต้องทำใจไว้ด้วยว่าการที่จะให้ข้าราชการได้รับโทษถึงขนาดโดนออกจากราชการนั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก

ในขณะเดียวกัน ถ้าเราลองมองกันดีๆ แล้ว จะเห็นว่าข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในบ้านเราหลาย คนมีการแต่งงานมากกว่าหนึ่งครั้งทั้งนั้น ภรรยาคนแรกที่เป็นคนร่วมทุกข์ร่วมสุขมานั้น ส่วนใหญ่มักทน กับปัญหาเหล่านี้ไม่ไหวและขอหย่า สุดท้ายคนที่มาทีหลังก็มาชุบมือเปิบได้เป็นคุณหญิงคุณนายออกหน้า ออกตาในสังคมไป เรื่องนี้ผู้ชายมักจะคิดว่าถ้าผู้หญิง ขอหย่าเพราะปัญหาเหล่านี้ ผู้หญิงคนนั้นน่าจะโง่ เพราะการเป็นภรรยาของข้าราชการสามารถได้รับสิทธิประโยชน์จากรัฐในด้านต่างๆ และในอนาคตก็จะได้เป็นคุณหญิงคุณนาย เพียงแต่ว่า กว่าจะถึงวันนั้น คนที่เป็นภรรยาแรกมักจะทนปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ และตัดสินใจขอหย่าเสียก่อน ดังนั้นคนที่เป็นภรรยาข้าราชการทั้งหลายอาจจะต้องท่องไว้ในใจว่า เราทนลำบากฝ่าฟันมาตั้งนาน เพราะฉะนั้นอย่าให้ใครมาชุบมือเปิบเอาของที่ควรจะเป็นของเราไปได้

ปัจจุบันมีผู้หญิงที่เป็นภรรยาหลวงเริ่มมีการฟ้องร้องเรียกค่าทดแทนจากผู้หญิงที่เป็นชู้มากขึ้นเรื่อยๆ และก็มีหลายๆ กรณีที่ผู้หญิงที่เป็นเมียหลวง สามารถชนะคดีและได้เงินทดแทนเป็นจำนวนมาก ดังนั้นไม่ว่าชายหรือหญิง ควรคิดให้ดีก่อนคิดที่จะมีชู้หรือเป็นชู้ เพราะอาจจะต้องพบจุดจบด้วยการโดนฟ้องร้องก็เป็นได้

เดี๋ยวนี้ผู้หญิงหลายคนก็สามารถทำงานหาเลี้ยงตัวเองได้ และไม่ต้องพึ่งพาผู้ชายตลอดเวลาเหมือนกับในอดีต ดังนั้นผู้ชายทั้งหลายควรจะคิดให้ ดีก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรลงไป เพราะถ้าเกิดผู้หญิง คนสำคัญได้เดินออกจากชีวิตคุณไปแล้ว คุณคงจะกลับมาแก้ไขอะไรไม่ได้อีกแล้ว

ถ้าผู้ชายไทยสามารถเปลี่ยนทัศนคติ และมุมมองในเรื่องของความเจ้าชู้ได้ ผู้เขียนเชื่อว่าผู้ชายไทยคงได้เป็นชายในฝันของผู้หญิงในหลายๆ ประเทศเลยทีเดียว

ติดตามเรื่องของสิทธิสตรีจากทั่วทุกมุมโลก ที่ www.gotomanager.com

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

About the author

Sasiphattra Siriwato

Sasiphattra Siriwato (JuL)

การศึกษา

- ปัจจุบันเป็นอาจารย์พิเศษประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ International Pacific College, New Zealand
- กำลังศึกษาปริญญาเอก คณะสตรีศึกษาที่ Massey University, New Zealand
- ประกาศนียบัตรปริญญาโทรัฐศาสตร์ในด้านการทำงานวิจัย Monash University, Australia
- ปริญญาโทรัฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ Macquarie University, Australia
- ปริญญาตรีรัฐศาสตร์และศิลปศาสตร์ เอกภาษาฝรั่งเศส Canterbury University, New Zealand

Education

- Part time lecturer for Department of International Relations at International Pacific College, New Zealand
- PhD candidate on Women’s Studies at Massey University, New Zealand
- Graduated with a Postgraduate Diploma of Arts (Research) in Politics from Monash University, Australia
- Master Degree in Politics and Public Policy from Macquarie University, Australia
- Bachelor Degree in French and Political Science from Canterbury University, New Zealand

%d bloggers like this: