เมื่ออเมริกาอนุญาตให้ขายยาคุมฉุกเฉินกับเด็กได้

ประเทศอเมริกาเป็นประเทศหนึ่งในหลายๆประเทศที่สามารถทำแท้งได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเมื่อเดือนที่แล้วศาลชั้นต้นในสังกัดของศาลของรัฐบาลกลางในเขตเมือง New York ได้มีการตัดสินให้ทุกคนสามารถซื้อยาคุมฉุกเฉินได้ตามร้านขายยาโดยที่ไม่จำเป็นต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์ ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ตรงกันข้ามกับรัฐบาล Obama

Morning After Pill

ยาคุมฉุกเฉินหรือที่คนอเมริกันเรียกว่า Plan B มีที่มาจากชื่อของแบรนด์ที่ผลิตของยาคุมฉุกเฉิน ซึ่งยาชนิดนี้เป็นยาคุมที่ใช้ในกรณีฉุกเฉินซึ่งต้องรับประทานภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากที่มีเพศสัมพันธ์ เมื่อก่อนยาคุมประเภทนี้นิยมใช้สำหรับกรณีที่ผู้หญิงถูกข่มขืนมา และรับประทานยานี้เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ แต่ในปัจจุบันนี้ผู้คนกลับใช้ยาคุมฉุกเฉินเสมือนเป็นยาคุมปกติที่นำมาใช้เมื่อลืมป้องกันการตั้งครรภ์ในเวลาที่มีเพศสัมพันธ์

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า ยาคุมฉุกเฉินนี้ต้องใช้ในกรณีที่ฉุกเฉินและจำเป็นเท่านั้น ไม่ควรใช้ยาชนิดนี้พร่ำเพรื่อ หรือใช้แทนยาคุมทั่วไปสำหรับการป้องกันการตั้งครรภ์ เพราะยาคุมฉุกเฉินนี้มีผลกระทบต่อร่างกายที่รุนแรงกว่ายาคุมกำเนิดโดยทั่วไป เช่นอาจทำให้ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน เลือดออกกะปริดกะปรอย ปวดท้อง  และประจำเดือนอาจมาช้าหรือเร็วกว่าปกติ แต่ถ้าหากว่ามีการรับประทานยาคุมฉุกเฉินติดต่อกันเป็นเวลานาน ประสิทธิภาพของยาคุมฉุกเฉินจะลดน้อยลงเมื่อเทียบกับยาคุมกำเนิดชนิดปกติ และยาคุมฉุกเฉินยังอาจจะทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ร้ายแรงกว่าคือ อาจมีความผิดปกติที่รังไข่ เยื่อบุโพรงมดลูก และรวมไปถึงอาจมีความเสี่ยงในการตั้งครรภ์นอกมดลูกเพิ่มขึ้น ดังนั้นยาคุมฉุกเฉินนี้จึงควรใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น

เมื่อยาคุมฉุกเฉินมีผลกระทบข้างเคียงสูงเมื่อรับประทานเป็นเวลานาน และมีระยะเวลาในการรับประทานที่ต่างจากการคุมกำเนิดโดยปกติ จึงเกิดคำถามที่ว่า เหมาะแล้วหรือที่จะให้เด็กสามารถซื้อยาคุมฉุกเฉินมารับประทานได้เอง

ก่อนหน้านี้ที่ศาลจะมีการอนุญาตให้เด็กซื้อยาคุมฉุกเฉินได้นั้น ในปี 2542 อเมริกาได้ออกกฎหมายให้ใช้ยาคุมฉุกเฉินได้ก็ต่อเมื่อมีใบสั่งยาจากแพทย์เท่านั้น โดยที่ไม่สนใจว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ ต่อมาในปี 2549 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (Food and Drug Administration หรือที่เรียกสั้นๆว่า FDA) ได้รับรองให้ยาคุมฉุกเฉินสามารถขายได้ที่ร้านขายยาทั่วไป แต่ให้ขายได้สำหรับคนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ในขณะที่เด็กที่มีอายุตั้งแต่ 17 ปีลงไป จะต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์เท่านั้นจึงจะสามารถซื้อยาคุมฉุกเฉินได้ ต่อมาสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้มีการแก้ไขกฎข้อนี้อีกครั้งและอนุญาตให้เด็กที่มีอายุ 17 ปี สามารถซื้อยาคุมฉุกเฉินได้โดยไม่ต้องใช้ใบสั่งยาจากแพทย์ แต่เด็กที่มีอายุ 16 ปีและน้อยกว่านี้ยังคงต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์จึงจะสามารถซื้อยาคุมฉุกเฉินได้

Med

แต่ต่อมาในปี 2554 องค์กร Health and Human Services หรือที่เรียกสั้นๆว่า HHS ได้ทำการแก้ไขคำสั่งจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาใหม่ จากที่คณะกรรมการอาหารและยาอนุญาตให้เด็กที่มีอายุ 17 ปีสามารถซื้อยาคุมฉุกเฉินได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์นั้น  ทาง HHS และรัฐบาลของ Barack Obama มีความเห็นที่ตรงกันว่า เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 17 ปี จะต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์จึงจะสามารถซื้อยาคุมฉุกเฉินได้ เพราะเด็กยังมีวุฒิภาวะที่ค่อนข้างต่ำจึงอาจจะทำให้ใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินในทางที่ผิดหรือใช้ผิดวิธีได้ ดังนั้นตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา เด็กที่มีอายุ 17 ปีและต่ำกว่านี้ จะซื้อยาคุมฉุกเฉินได้ก็ต่อเมื่อมีใบสั่งยาจากแพทย์เท่านั้น

และเมื่อวันที่ 5 เมษายนที่ผ่านมา ผู้พิพากษา Edward R. Korman ได้มีการตัดสินให้ยาคุมฉุกเฉินสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาโดยที่ไม่ต้องใช้ใบสั่งยาจากแพทย์สำหรับคนทุกเพศทุกวัย ซึ่งหมายความว่า เด็กที่อายุต่ำกว่า 17 ปีสามารถหาซื้อยาคุมฉุกเฉินได้ตามร้านขายยาโดยที่ไม่ต้องใช้ใบสั่งยาจากแพทย์อีกต่อไป ซึ่งหลังจากที่มีคำพิพากษาตัดสินออกมาอย่างนี้ ทางศาลชั้นต้นของเขตเมือง New York ได้เรียกร้องให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาให้ยกเลิกกฎข้อบังคับเดิม และให้ดำเนินการอนุญาตให้เด็กสามารถซื้อยาคุมฉุกเฉินได้ โดยไม่ต้องใช้ใบสั่งยาจากแพทย์ภายในระยะเวลา 30 วัน โดยเริ่มนับจากวันนี้เป็นต้นไป

ก่อนที่จะมีตำพิพากษานี้เกิดขึ้น องค์กร The Center for Reproductive Rights ได้ยื่นเรื่องฟ้องศาล โดยทำการฟ้องสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และ HHS ว่า ยาคุมฉุกเฉินควรจะสามารถหาซื้อได้จากร้านขายยาสำหรับคนทุกเพศทุกวัย โดยไม่จำเป็นต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์

สาเหตุที่ The Center for Reproductive Rights ได้ตัดสินใจฟ้องศาลในเรื่องนี้ก็เพราะว่า ได้รับคำร้องเรียนจากประชาชนเป็นจำนวนมากว่าต้องการให้ยาคุมฉุกเฉินนั้นสามารถหาซื้อได้โดยไม่ต้องใช้ใบสั่งยาจากแพทย์ เพราะทุกคนรวมไปถึงเด็กควรจะสามารถหาซื้อยาคุมฉุกเฉินได้ง่ายๆจากร้านขายยาเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์

หลังจากที่ศาลได้ตัดสินคดีนี้จบลง Nancy Northup ประธานของ The Center for Reproductive Rights ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า เธอดีใจมากที่ศาลได้พิจารณาให้ทุกคนสามารถหาซื้อยาคุมฉุกเฉินได้ ซึ่งนี้ถือว่าเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ในการลดการเลือกปฎิบัติต่อผู้หญิง เพราะเป็นเวลานานแล้วที่ผู้หญิงถูกปฎิเสธในการเข้าถึงวิธีการคุมกำเนิดที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ และคำตัดสินของศาลชั้นต้นในครั้งนี้ จะทำให้ผู้หญิงทุกคนในประเทศอเมริกาสามารถหาซื้อยาคุมฉุกเฉินได้ง่ายขึ้นและสามารถป้องกันการตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมได้ดียิ่งขึ้น และในอนาคตอัตราการทำแท้งเพราะยังไม่พร้อมที่จะมีลูกก็น่าจะลดน้อยลงไปด้วย

Med 1

ทำไม The Center for Reproductive Rights ถึงอยากให้ยาคุมฉุกเฉินสามารถหาซื้อได้ง่ายจากร้านขายยา โดยที่ไม่ต้องยุ่งยากว่า จะต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์นั้นก็เพราะว่า ทาง The Center for Reproductive Rights และประชาชนที่ยื่นคำร้อง มีความเห็นว่า ผู้หญิงทุกคนควรจะสามารถเข้าถึงวิธีการคุมกำเนิดทุกวิธีได้อย่างง่ายๆ เพราะทุกวันนี้มีเด็กผู้หญิงในอเมริกาเป็นจำนวนมากที่ตั้งครรภ์เมื่อยังไม่พร้อม และจบลงที่การทำแท้ง ดังนั้นถ้าหากว่า ทุกคนสามารถหาซื้อยาคุมฉุกเฉินได้โดยง่าย ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะสามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้

ถ้าลองศึกษาสถิติของอเมริกาจะเห็นได้ว่า อัตราการทำแท้งในอเมริกานั้นสูงกว่าประเทศอื่นๆในยุโรป และผู้ที่มาทำแท้งส่วนใหญ่คือ ผู้หญิงที่ยังไม่ได้แต่งงาน ซึ่งครึ่งหนึ่งของผู้ที่มาทำแท้งนั้นอายุน้อยกว่า 25 ปี และมีวัยรุ่น ที่มีอายุตั้งแต่ 13 ปีจนถึง 19 ปี มาทำแท้งประมาณ 17% และเมืองที่มีอัตราการทำแท้งสูงสุดคือ New York, Florida และ Texas

สามสาเหตุหลักๆที่คนตัดสินใจมาทำแท้งคือ (1) ไม่พร้อมที่จะมีลูกในตอนนี้ เพราะถ้าหากตั้งครรภ์ขึ้นมาจะกระทบต่อการเรียนและการทำงานได้ (2)  ถ้าหากมีลูกตอนนี้ ไม่สามารถที่จะหาเงินมาเลี้ยงดูลูกได้ เพราะสถานะทางการเงินของครอบครัวไม่ดี และ (3) ไม่ต้องการเป็นซิงเกิ้ลมัม เพราะในการตั้งครรภ์ในครั้งนี้สามี หรือ แฟนไม่เห็นด้วย ถ้าหากต้องเก็บลูกไว้อาจทำให้มีปากเสียงกันได้ และอาจนำไปสู่การเลิกรากันในที่สุด

Plan B 2

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจนักเมื่อมีผู้คนจำนวนมากใน New York ยื่นคำร้องต่อ The Center for Reproductive Rights ให้ยาคุมฉุกเฉินสามารถหาซื้อได้ง่ายๆที่ร้านขายยา และเมื่อคนที่ไปทำแท้งส่วนใหญ่คือคนที่ยังไม่ได้แต่งงาน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกนัก หากคนที่ต้องการใช้ยาคุมฉุกเฉินจะเป็นเด็กวัยรุ่นมากกว่าผู้ใหญ่ที่แต่งงานแล้ว ทาง The Center for Reproductive Rights และประชาชนที่ยื่นคำร้องจึงมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ถ้าหากยาคุมฉุกเฉินสามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยา โดยฌฉพาะสำหรับเด็กวัยรุ่นที่อายุต่ำกว่า 17 ปี ก็จะทำให้สามารถป้องกันการตั้งครรภ์เมื่อยังไม่พร้อมได้ดียิ่งขึ้น และน่าจะทำให้อัตราการทำแท้งลดลงด้วยเช่นกัน

เรื่องของยาคุมฉุกเฉินนี้จะต้องติดตามกันต่อไปว่า จะมีการยื่นเรื่องนี้ต่อศาลอุทธรณ์หรือไม่ แต่ทางด้านของกระทรวงยุติธรรม นาง Allison Price ได้ออกมาเปิดเผยว่า ทางกระทรวงยุติธรรมจะทำการศึกษาข้อมูลของคำพิพากษาและจะพิจารณาเรื่องนี้อย่างถี่ถ้วนและจะยื่นเรื่องต่อศาลอุทธรณ์เป็นลำดับต่อไปอย่างแน่นอน

ซึ่งเรื่องนี้คงไม่เป็นที่น่าแปลกใจนัก ถ้าหากว่าสุดท้ายแล้วจะมีการยื่นเรื่องต่อศาลอุทธรณ์ต่อเพื่อพิจารณาการตัดสินอีกครั้งหนึ่ง เพราะเรื่องของยาคุมฉุกเฉินเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และเป็นที่โต้เถียงในสังคมมาเป็นเวลานาน ต้องติดตามดูกันต่อไปว่า ถ้าหากมีการยื่นเรื่องต่อศาลอุทธรณ์อย่างที่กระทรวงยุติธรรมได้ออกมาเปิดเผยนั้น คำตัดสินของศาลอุทธรณ์สำหรับเรื่องนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป

ติดตามเรื่องของสิทธิสตรีจากทั่วทุกมุมโลก ที่ www.gotomanager.com

http://gotomanager.com/sites/default/files/GOTOMGRLOGO_1.png

About these ads

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

About the author

Sasiphattra Siriwato

Sasiphattra Siriwato (JuL)

การศึกษา

- ปัจจุบันเป็นอาจารย์พิเศษประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ International Pacific College, New Zealand
- กำลังศึกษาปริญญาเอก คณะสตรีศึกษาที่ Massey University, New Zealand
- ประกาศนียบัตรปริญญาโทรัฐศาสตร์ในด้านการทำงานวิจัย Monash University, Australia
- ปริญญาโทรัฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ Macquarie University, Australia
- ปริญญาตรีรัฐศาสตร์และศิลปศาสตร์ เอกภาษาฝรั่งเศส Canterbury University, New Zealand

Education

- Part time lecturer for Department of International Relations at International Pacific College, New Zealand
- PhD candidate on Women’s Studies at Massey University, New Zealand
- Graduated with a Postgraduate Diploma of Arts (Research) in Politics from Monash University, Australia
- Master Degree in Politics and Public Policy from Macquarie University, Australia
- Bachelor Degree in French and Political Science from Canterbury University, New Zealand

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: